"ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น" สิ้นชาติเดิม เกิดชาติใหม่
"หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน"
ปฐมเจ้าอาวาส วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร
จ.นครราชสีมา




Remember Me เปิดเรื่องราวอดีตชาติหลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน เพียงวินาที“ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น” “นายเล็ง” เกิดเป็น “เด็กชายโชติ”
รายงานพิเศษชุด “Remember Me” ตอนที่ 5 พาท่านผู้ชมไปติดตามรายละเอียด “หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน” ปฐมเจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร จังหวัดนครราชสีมา กันต่อ โดยตอนนี้ “นายเล็ง” อดีตชาติของ “หลวงปู่โชติ” ซึ่งอยู่ในภพภูมิสัมภเวสีได้ไปเยี่ยม “นางเหรียญ” น้องสาวที่เพิ่งคลอดบุตรชาย และ เป็นจังหวะรอยต่อให้สัมภเวสี “นายเล็ง” ไปเกิดเป็นเด็กชายโชติ ซึ่งได้คลอดออกมาแล้วไม่กี่วัน เนื่องจาก “นายเล็ง” ตายในวันเกิดของ “เด็กชายโชติ” ซึ่งเป็นลูกคนเล็กของ “นายเหรียญ” น้องสาวของนายเล็ง เรื่องมันจึงเป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะหลังนายเล็งตายไม่กี่วัน ได้จัดงานศพของตัวเองไม่กี่วัน จิตที่คิดถึง “นางเหรียญ” ซึ่งเป็นน้องสาวที่เพิ่งคลอดบุตรชาย จึงทำให้ “นายเล็ง” ซึ่งอยู่ในภูพภูมิของสัมภเวสีได้ไปถึงบ้านของนางเหรียญทันที ที่จิตคิดจะไป โดยไม่ต้องนั่งรถโดยสารสาธารณะแต่อย่างใด (Click...อ่านต่อรายละเอียด)
SCOOPS
9/30/20261 min read


“นายเล็ง” แค่คิดถึงน้องสาว
เพียงช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น
เกิดเป็น “เด็กชายโชติ”
“หลวงปู่โชติ” เทศน์ต่อในโอกาสได้รับนิมนต์ให้ขึ้นเทศน์ที่วัดป่าคลองกุ้ง จังหวัดจันทบุรี เมื่อ พ.ศ.2509 ว่า
“ในขณะนั้น ข้าพเจ้าก็วนเวียนอยู่ในโรงปะรำพิธี พอดีเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ได้ยินว่าน้องสาวอยู่ไฟ ก็ล่วงเวลาพอสมควรแล้ว ยังไม่ได้ไปเยี่ยม เวลานี้ไม่มีกิจอะไรแล้ว สมควรที่จะไปเยี่ยมได้แล้ว เพียงแต่นึกขึ้นได้เท่านั้นแหละ เพียงแต่หันหน้าไปทางทิศหรดี ซึ่งเป็นทิศที่บ้านนางเหรียญเขาตั้งอยู่ก็ถึงบ้านเสียแล้ว โดยปกติเส้นทางที่เราไปนั้นรกด้วยต้นหมาก ต้นไม้อะไรหลายอย่าง ในระยะเกือบ 10 เส้น ถ้าจะไปอย่างธรรมดาๆก็ต้องใช้เวลา 10 นาที หรืออะไรนี้แหละ จึงจะถึง แต่นี่เพียงแต่คิด เพียงแต่หันหน้าไปเท่านั้น ก็ปรากฎตัวอยู่ที่ห้องเขาอยู่ไฟเสียแล้ว
มองดูก็เห็นแม่เขากำลังนอนกกลูกเขา แหม ! หน้าตาจิ้มลิ้มแฉล้มแช่มช้อย น่ารักน่าเอ็นดูจริง! ทำอย่างไรจะได้ไปจับไปจูบให้สมใจรัก ก็คิดต่อไปว่า ถ้าเราไปจับ เดี๋ยวเด็กมันจะร้องขึ้น แม่เขาก็จะต่อว่า พอคิดคำนี้ เขาก็ลืมตา มาสบตาของข้าพเจ้าพอดี ข้าพเจ้าก็แสดงอาการยิ้มๆใส่เขา เขาก็เลยต่อว่ามาว่า คุณพี่ไปคนละทิศละทางแล้ว ก็เชิญไปตามสบายเถอะ อย่ามากล้ำกราย มาวี่แววกับพี่น้องเลย”
เอ๊ะ! ชักกระดากใจ แต่ก่อนแต่ไรไม่เคยได้ยินคำอย่างนี้เลย มาเยี่ยมทีไร โอ๋ย! ตั้งสองลา สามลา ก็ยังกลับไม่ได้ นี่อะไร! โผล่หน้ามายังไม่ทันไร ลืมตามาสบหน้าปั๊บ ก็ไล่กลับเสียแล้ว นึกกระดากใจ ก็เลยแอบไปอยู่ฝาข้างนอก แต่ในใจนั้นยังไม่อยากหนีไป ก็กะว่าเขาหลับไปแล้วก็จะไปดูอีก แต่ที่แท้เขาคอยระวังอยู่ เขาไม่หลับ พอไปมองดูอีก เขาก็ทักมาอีกทันที ทักคำเก่านั่นแหละ ก็เลยไปแอบบังฝาอยู่ที่เดิม ข้างนอกห้อง
ครั้งที่สามนี่แหละเป็นบทที่จะตัดสินใจเด็ดขาด ว่าเราจะอยู่หรือจะไป คิดไปคิดมาก็เห็นว่า เราจะอยู่ก็อยู่ไม่ได้ เราจะไปก็ยังอาลัยอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะทำอย่างไรดี อย่างไรๆ เราก็จะอยู่ไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องไปแน่แล้ว แต่ก่อนที่จะไปจริงๆนั้น ก็ขอดูเด็กให้เต็มตาก่อนเถอะ คราวนี้ไปไม่ใกล้ มองจากข้างนอกโน้นแหละ เบิกตาดูเต็มที่ แล้วก็ตัดสินใจกลับก่อนที่เขาจะต่อว่า
ตอนนี้ไม่ไปอย่างที่เคยไป ตามธรรมดาคิดไปที่ไหนอย่างนี้หนะ ก็ไปเลยทีเดียว ถึงประสงค์ทันทีทันใด ไม่ได้ยากลำบากเลย เอ๊! คราวนี้ยังไง พอเบี่ยงตัวกลับขวาเท่านั้น ก็หมุนอย่างกะลูกข่างไปเลย หมุนยิ่งเร็วเข้า ๆๆ จนตัวลอยๆๆ เอ๊ะ! ถ้าอย่างนี้ เดี๋ยวก็จะโดนอะไรๆเจ็บปวดเข้าก็เลยยกมือทั้งสองข้างมาป้องหู พอยกมือขึ้นมาได้เท่านั้นแหละ มาป้องหูได้เท่านั้นแหละ ก็ล้มลงไปจริงๆ ในขณะที่ล้มลงไปนั้น ก็จำได้เพียงรอบเดียวก็เลยหมดสติไป ยอมตัวยอมตายตรงนั้นเอง ไม่มีทางสู้แล้ว ก็เลยยอมตายตรงนั้นเอง แต่แล้วก็ไม่ตาย
“นายเล็ง”รู้ตัวว่าเกิดมาอยู่ในร่างทารกน้อย
แต่ยังรู้สึกเป็นนายเล็ง ที่ไม่ลืมชาติเดิม
รุ่งเช้า พอฟื้นขึ้นลืมหูลืมตาขึ้นมาก็เอ ! ที่ไหนกันหนอนี่?แปลกประหลาดไปหมดเลย ที่แท้ก็คือว่าในขณะที่วูบไป หรือ ในขณะที่ล้มลงไปนั้น ก็หมายความว่า วิญญาณนี้มันเข้ามาอยู่กับเด็ก ตัวที่รีๆ รอๆ อยู่นั่นแหละ มาเข้ากับตัวเด็กเต็มที่แล้ว ลืมตาขึ้นมาก็ไม่ทราบว่าที่ไหนกัน ? แปลกใจ ! ทำยังไงหนอจะแก้สงสัยตัวเองได้ ว่าทำไมเราจึงมาเป็นอย่างนี้? เมื่อในระยะหนึ่งช่างคล่องแคล่วเหลือเกิน จะไปที่ไหนมาที่ไหนก็ได้ดั่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มาบัดนี้ ยังไงหนอนี่ มาอยู่ในสภาพอึดอัดเหลือเกิน กระดุกกระดิกอะไรไม่ได้ จะพูดอะไรก็ไม่ได้ มีแต่อารมณ์ไม่สบาย
ในขณะนั้นแปลว่า ยิ้มไม่ออกเลยทีเดียวตลอดเวลา หน้าตาใครที่ผ่านไปผ่านมานั้น ก็ไม่รู้จัก ไม่รู้จักว่าเป็นใครทั้งนั้นแหละ ยิ้มใส่ใครไม่ได้เลย ไม่รู้จักเขา กระดุกกระดิกเป็นเวลานานเท่าไหร่ ไม่ทราบ ตามธรรมดาเขาว่าเด็ก 4 เดือน จึงจะพลิกได้ในความรู้สึกของข้าพเจ้านั้น ดูเหมือนไม่นานอย่างนั้น กระดุกกระดิกๆ ก็เลยคล้ายๆกับว่าหลุดพลัวะออกมาคว่ำได้ !
แหม่ ! ดีใจใหญ่โตเลย ดีใจที่ว่าเราช่วยตัวเองได้ และ ไม่เพียงแต่เท่านั้น ใครมาก็รู้จัก อ้อ! คนนั้นชื่อนั้น คนนี้ชื่อนี้ แหม! ดีใจใหญ่อีกแหละคราวนี้ เข้าใจว่าตัวเองไม่ใช่ใครอื่นเลย ก็คือคนเก่า (นายเล็ง) นั้นเอง อยู่บ้านเดิมนั้นเอง ปากคออ้อแอ้ โบกไม้โบกมือกระเถิบเข้าไปหาเขา บางคนเขาเห็น เขาก็มาลูบๆคลำๆ บางคนก็เข้ามาอุ้มเข้ามาอะไร ตามประสาที่รักทารก เราก็ดีอกดีใจ หัวเราะใส่คิกๆคักๆตลอดเวลาที่เขายังอุ้มอยู่”
“เด็ก 5 ขวบ” เรียกแม่ตัวเอง “อีหมาน้องสาวฉัน”
ชัด “ตาเล็ง” พี่ชายกลับชาติมาเกิด
“หลวงปู่โชติ” เทศนาธรรมต่อในลักษณะเล่าให้ศรัทธาญาติโยมที่วัดป่าคลองกุ้ง ฟังต่อไปว่า
“หลังจากนั้นรู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็อยากจะคิดทบทวนแล้ว ไม่มีอะไรจะแก้ข้อสงสัยของตัวเองได้ ก็คิดไปคิดมาอย่างนั้นแหละ ย้อนไปย้อนมา ยิ่งคิดเท่าไหร่ ก็ยิ่งแต่ชัดขึ้นมาทุกที คือ ชัดในความรู้สึกว่า เรานี้หลับตานึกได้หมด ลูก เมีย ทรัพย์สมบัติ อะไรๆนึกได้หมดเลย ยิ่งนึกไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งแต่ชัดขึ้นมา แต่นั่นแหละ ทำไม? เราจะเรียกอย่างนี้ เขาก็แนะนำให้เราเรียกอย่างนั้น เวลาเราเรียก เราพูดออกมาตามความเข้าใจของเรา เขาก็หาว่าพูดผิด เขาก็สอนใหม่ไปอย่างนั้นแหละ เถียงกันอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบ ไม่รู้เรา เราก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ก็เถียงกันอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีจบสิ้น
จนกระทั่งอายุได้ 5 ขวบ เวลานั้นวิ่งเล่นได้แล้ว และวันหนึ่งเป็นเวลาบ่าย พอดีเงาเรือนชายไปข้างหน้าเรือน พอจะวิ่งเล่นทางร่มเงาของเรือนได้แล้ว ขณะนั้นมีญาติบ้านไกลมาเยี่ยม ก็พอดีบ้านยายก็อยู่ในที่ไม่ไกล อยู่ทางทิศเหนือ ใกล้ๆนั้นเอง
ยายเห็นญาติบ้านไกลมาเยี่ยมข้าพเจ้าเช่นนั้น ยายก็จะมาเยี่ยมเขาด้วย ในขณะนั้นข้าพเจ้ากำลังเล่นอะไรอยู่
แล้วญาติผู้นั้นก็มาสะกิดข้าพเจ้า บอกว่า ยายมาแล้ว ยายมาแล้ว แต่เมื่อข้าพเจ้ามองไปตามมือที่เขาชี้ แทนที่จะรับว่าเป็น ยาย ก็เลยกลับบอกว่า ไม่ใช่ยาย!
เขาก็ทักทันที อ้าว! ถ้าไม่ใช่ยาย ก็เป็นอะไร?
ก็แม่ฉันนี่
เขาก็ยิ่งแปลกใจ ก็ชี้มาหาแม่ใหม่ คือ ชี้มาที่ตัวนางเหรียญ อ้าว! ถ้านั่นเป็นแม่ แล้วคนนี้เป็นใครล่ะ?
ข้าพเจ้าก็บอกว่า นี่ก็อีหมา น้องฉันยังไงเล่า !
ก็คือคำอย่างนี้หนะ มีแต่พี่น้องเคยเรียกกันมาตั้งแต่ก่อนโน้น ไม่มีใครพูดกันเลย เขาก็แปลกใจ ก็เลยซักมาตัวข้าพเจ้าอีกว่า อ้าว! ถ้าอย่างนั้นเจ้าชื่ออะไร ?
ข้าพเจ้าก็บอกว่า เอ๊า ก็ฉันชื่อเล็ง ยังไงเล่า!
ก็คล้ายกับว่า คนรู้จักกันอยู่ ทำไมยังมาถามกันอยู่อีก เสร็จแล้วพวกเขาพากันอุทานขึ้นว่า อ้อ! เห็นจะเป็นตาเล็งมาเกิดแล้ว”
เรื่องราวที่ “หลวงปู่โชติเทศนาให้ญาติโยมฟัง เป็นเพียงบางส่วนบางตอนที่ เว็บไซต์ “www.buddhistcompany.org” หยิบยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง โดย “หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน” ปฐมเจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร จังหวัดนครราชสีมา เป็นพยานหลักฐานที่มีตัวตนจริง ในการยืนยันการจำได้ ระลึกชาติได้ ซึ่งทำให้สัตว์โลกยังคงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร
แต่การจำชาติได้ และ ระลึกชาติได้ ก็มีอุปสรรค เพราะสังคมในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่คนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเรื่องการจำชาติได้ และ ระลึกชาติได้ ทำให้เด็กๆที่มีความพิเศษเหล่านี้ติดตัวมา ต้องถูกบังคับให้ลืม หรือ ถูกสังคมหยามเหยียดดูแคลนว่า บ้า หรือ สติไม่ดี หากเด็กๆเหล่านี้ยังคงพูดถึงเรื่องอดีตชาติของตนเอง ซึ่ง “เด็กชายโชติ” เป็นหนึ่งในเด็กที่ต้องจำยอมให้ปิดปากตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทรมาน ไม่ให้พูดเรื่องในอดีตชาติ
ตอนที่ 6 ของ Remember Me เราจะนำรายละเอียดมาให้อ่านกันอย่างเต็มอิ่ม
ขอบคุณ :-
หนังสือ หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน หลวงปู่ผู้ระลึกชาติได้
เรียบเรียงโดย ดร.ปฐม นิคมานนท์
ร้านหนังสือสุมาลี
