การแสดงและร้องรำทำเพลง เป็นบุญ ! นี่คือความเห็นผิด
กรณีศึกษา การแสดงของ "แจ๊ส ชวนชื่น" และ คณะ ถูกโลก แต่ไม่ถูกธรรม เพราะอะไร ตอนที่ 2 (อ่านต่อ...คลิ๊ก)
SCOOPS
7/16/20261 min read


กรณีศึกษา การแสดงของ"แจ๊ส ชวนชื่น"
และคณะ ถูกโลก
แต่ไม่ถูกธรรม
เพราะอะไร ? ตอนที่ 2
บทบาทที่นักแสดง แสดงเป็น "พระสงฆ์" นั้น พร้อมเนื้อหาการแสดงที่ตลกขบขัน สร้างเรทติ้งให้คนดูเพลิดเพลิน และ โลกพากันสรรเสริญว่า การสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้คนนั้นเป็นบุญ แต่ตามหลักธรรมแล้วนั้น กลายเป็นบาปอย่างมหันต์ ถึงขั้นตกนรก
ธรรมในข้อสำคัญที่แสดงให้ถึง การแสดง ร้องรำทำเพลงต่างๆ ไม่ใช่บุญนั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน "ตลปุตตสูตร" ซึ่งเป็นพระสูตรหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องของบุคคลที่มีอาชีพเต้นรำ และ นักแสดง ดังเนื้อหาต่อไปนี้
1. โทษตาม "ตลปุตตสูตร" (การทำให้ผู้อื่นมัวเมา)
ตลปุตตสูตร เป็นพระสูตรในพระไตรปิฎกที่ว่าด้วยเรื่องของ "เทศกะ" (นักเต้นรำ/นักแสดง) ชื่อว่า ตลปุตตะ ที่เข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อของเหล่านักแสดงในยุคนั้นที่ว่า “นักแสดงที่ทำให้ผู้ชมหัวเราะขบขัน เพลิดเพลินใจ เมื่อตายไปจะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นหัวเราะ หรือ ปหาสสวรรค์”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิเสธความเชื่อนั้น และทรงชี้โทษของการแสดงด้วยธรรมไว้ดังนี้:
การเพิ่มพูนกิเลส: พระองค์ตรัสว่า มนุษย์ทั่วไปมีกิเลสคือ ราคะ (ความใคร่) โทสะ (ความโกรธ) และโมหะ (ความหลง) อยู่แล้วเป็นทุนเดิม การที่นักแสดงนำเรื่องราวต่าง ๆ มาจัดแสดงบนเวที ยิ่งเป็นการ "ผูกมัด" และ "ยั่วยุ" ให้ผู้ชมเกิดความกำหนัด มัวเมา หรือขุ่นเคืองใจมากขึ้นไปอีก
ตัวเองก็มัวเมา ผู้อื่นก็มัวเมา: ตัวนักแสดงเองก็ประมาทมัวเมาในกิเลส และยังขับเน้นให้ผู้อื่นประมาทมัวเมาตามไปด้วย
โทษหลังความตาย: พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่า เมื่อนักแสดงตนเองก็มัวเมา และทำผู้อื่นให้มัวเมา เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ไป (ตายไป) จะไม่ได้ไปสวรรค์ แต่มีคติรองรับคือ "นรกชื่อปหาสะ" (นรกแห่งการหัวเราะ)
ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ): หากนักแสดงคนใดมีความเชื่อฝังหัวว่าตนจะได้ไปสวรรค์เพราะทำคนให้หัวเราะ ความเห็นนั้นถือเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งมีโทษทำให้ไปเกิดใน นิรยะ (นรก) หรือ กำเนิดเดรัจฉาน
2. มุมมองของ "ศีล 8" เกี่ยวกับการบันเทิง
ในศีล 5 ข้อพื้นฐาน ไม่ได้ห้ามเรื่องความบันเทิง (ตราบใดที่ไม่ผิดศีลข้อมุสาหรือสุรา) แต่สำหรับ ศีล 8 (อุโบสถศีล) ซึ่งเป็นศีลสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกตนเพื่อขูดเกลากิเลสในระดับที่สูงขึ้น มีข้อห้ามเรื่องการบันเทิงไว้ชัดเจนในข้อที่ 7 คือ
"นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนา มาลากันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เวรมณี"
เมื่อแยกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ การบันเทิง หรือ ในภาษาบาลีที่ว่า "นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนา" หมายถึง
นัจจะ: การฟ้อนรำ การเต้น
คีตะ: การขับร้อง ขับขานบทเพลง
วาทิตะ: การดีด สี ตี เป่า (บรรเลงดนตรี)
วิสูกทัสสนา: การดูการละเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล (รวมถึงภาพยนตร์ ละคร คอนเสิร์ต และมหรสพต่าง ๆ ในปัจจุบัน)
เหตุผลที่การบันเทิงเป็นอุปสรรคต่อการเจริญในธรรม:
ขัดขวางความสงบของจิต: การบันเทิงจัดเป็น "กามคุณ" (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าเพลิดเพลิน) ศีล 8 มีเป้าหมายเพื่อดึงจิตออกจากกามอารมณ์ การดูหรือฟังสิ่งบันเทิงจะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เกิดความโลภ ความรัก หรือความเศร้าตามบทบาท ซึ่งขัดต่อการเจริญสมาธิและวิปัสสนา
เป็นการละเล่นอันเป็นข้าศึก: คำว่า "วิสูกะ" แปลว่า ลูกศร หรือสิ่งที่เป็นข้าศึก การบันเทิงจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ทิ่มแทงหรือขัดขวางไม่ให้กุศลธรรมเติบโตในใจ
#ลักษณะของ "นรกปหาสะ"
1. ลักษณะของ "นรกปหาสะ" ตามที่ระบุไว้ในอรรถกถา
ในพระไตรปิฎก (ตลปุตตสูตร) พระพุทธเจ้าตรัสเพียงชื่อว่า "ปหาสนรก" หมายถึง นรกแห่งการหัวเราะ แต่ในคัมภีร์ อรรถกถา ซึ่งเป็นคัมภีร์อธิบายความในพระไตรปิฎก ได้ขยายความและอธิบายลักษณะสภาวะของนรกขุมนี้ไว้ เพื่อให้เห็นภาพผลกรรมของนักแสดงหรือผู้ที่ทำกรรมในลักษณะนี้:
การถูกลงทัณฑ์ด้วยความรื่นเริงที่เจ็บปวด: สัตว์ในนรกขุมนี้จะไม่ได้ถูกทรมานด้วยการโบยตีแบบทื่อ ๆ แต่จะถูกบีบคั้นด้วยสภาวะที่ต้อง "หัวเราะ ร้องรำทำเพลง และแสดงละคร" อยู่ตลอดเวลา ทว่าเป็นการกระทำท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจากไฟนรกและความร้อน
ภาพลวงตาและความคุ้มคลั่ง: ในอรรถกถาระบุว่า สัตว์นรกจะเกิดสัญญาวิปลาส (ความจำคลาดเคลื่อน) มองเห็นนายนิรยบาล (ผู้คุมนรก) หรือเครื่องมือทรมานเป็นเวทีการแสดง เป็นเพื่อนนักแสดง หรือเป็นผู้ชม พวกเขาจะวิ่งร่ายรำและหัวเราะเสียงดังด้วยความคุ้มคลั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากเปลวไฟที่เผาไหม้ร่างอยู่ตลอดเวลา
ผลลัพธ์ของจิตที่ผูกกับความเพลิดเพลิน: เหตุที่สภาวะนรกเป็นเช่นนี้ เพราะก่อนตาย จิตของพวกเขามีความผูกพันและมัวเมาอย่างรุนแรงกับการแสดงและการทำให้คนหัวเราะ (ขัดต่อหลักความจริงของชีวิตที่ต้องเผชิญกับความแก่ เจ็บ ตาย) เมื่อกรรมส่งผล จิตจึงสร้างภาพจำลองของการแสดงขึ้นมา แต่อยู่บนพื้นฐานของความทุกข์ทรมานอันเป็นผลจากการมอมเมากิเลส
2. เปรียบเทียบ:
จิตของผู้เสพความบันเทิง VS จิตของผู้ปฏิบัติธรรม
ในทางอภิธรรมและจิตวิทยาเชิงพุทธ สภาวะจิตใจของทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของ "พลังงานและคุณภาพของจิต" ดังนี้
ลักษณะ / สภาวะ
จิตของผู้เสพความบันเทิง (ความเพลิดเพลิน)
-ส่งออกนอก (พะวงตามอารมณ์): จิตจะวิ่งไปตามรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เข้ามากระทบ ไม่นิ่ง
จิตของผู้ปฏิบัติธรรม (ความสงบ/ศีล 8)
สภาวะพื้นฐานของจิต
- อยู่กับเนื้อกับตัว (รู้เท่าทัน): จิตมีสติระลึกรู้สภาวะปัจจุบัน มีความมั่นคงอยู่ภายใน
ระดับของกิเลส
จิตของผู้เสพความบันเทิง
- ถลำลึกและพอกพูน: เกิดความพึงพอใจ (ราคะ) ความอินขัดเคืองใจ (โทสะ) และความเคลิบเคลิ้มหลงลืมตน (โมหะ) ตามบทบาทของการบันเทิง
จิตของผู้ปฏิบัติธรรม
- ขูดเกลาและระงับ: นิวรณ์ 5 (ความกำหนัด ความพยาบาท ความง่วง ความฟุ้งซ่าน ความลังเล) ถูกกดให้สงบลงด้วยอำนาจของศีลและสมาธิ
ลักษณะของความสุข
จิตของผู้เสพความบันเทิง
- ความสุขแบบอิงอามิส (ต้องพึ่งพาสิ่งเร้า): เป็นความสุขที่เกิดจากการได้ "เสพ" หากสิ่งเร้านั้นหายไป จิตจะเกิดอาการกระวนกระวาย เหงา หรือเบื่อหน่าย
จิตของผู้ปฏิบัติธรรม
- ความสุขแบบนิรามิส (สุขที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งเร้า): เป็นความสุขที่เกิดจากการ "สลัดออก" หรือ "ความโปร่งเบา" จิตมีความอิ่มเอมใจจากความสงบ 내부
ความคมชัดของสติ
จิตของผู้เสพความบันเทิง
- มัวเมา / ขาดสติระลึกรู้: ขณะที่เพลิดเพลิน จิตจะลืมความจริงของชีวิต (เช่น ลืมเรื่องความตาย ลืมเรื่องหน้าที่)
เข้าลักษณะประมาทมัวเมา
จิตของผู้ปฏิบัติธรรม
- ตื่นรู้ / มีสัมปชัญญะ: จิตมีความว่องไวในการเห็นกิเลสที่เกิดขึ้น เห็นความเกิดดับของอารมณ์ได้อย่างชัดเจน
สรุปเปรียบเทียบเชิงอุปมา:
จิตของผู้เสพความบันเทิง เหมือน ผิวน้ำที่ถูกลมพัดอยู่ตลอดเวลา มองเห็นเงาสะท้อนของความจริงได้ยาก มีความระยิบระยับสวยงามชั่วคราวแต่แฝงด้วยความสั่นไหว
จิตของผู้ปฏิบัติธรรม เหมือน น้ำที่นิ่งสนิทและตกตะกอนแล้ว สามารถมองทะลุลงไปเห็นก้นบึ้ง (ความจริงของกายและใจ) ได้อย่างแจ่มชัด
หลักการดูความบันเทิงอย่างไรไม่ให้จิตเศร้าหมอง (สำหรับผู้ยังตัดทางโลกไม่ได้)
ในเมื่อเรายังเป็นคฤหัสถ์ที่ยังต้องพึ่งพาความบันเทิงในการผ่อนคลาย พระพุทธศาสนาไม่ได้ห้ามเด็ดขาด (ตราบใดที่ถือศีล 5)
แต่มี "แนวทางปฏิบัติ" เพื่อควบคุมไม่ให้ความบันเทิงนั้นย้อนกลับมาทำร้ายจิตใจหรือทำให้จิตใจเสื่อมลง ดังนี้
เสพด้วย "สติ" ไม่ใช่เสพด้วย "อารมณ์":
ขณะที่ดูละคร ภาพยนตร์ หรือฟังเพลง ให้ฝึกเป็น "ผู้สังเกตการณ์" มากกว่า "ผู้กระโดดลงไปเล่นเอง"
รู้เท่าทันกายและใจตนเอง เช่น เมื่อเห็นตัวร้ายทำสิ่งไม่ดี แล้วใจเราเริ่มโกรธ ให้มีสติรู้ว่า "ตอนนี้จิตกำลังเกิดโทสะแล้วนะ" การรู้เท่าทันจะช่วยตัดกระแสกิเลสไม่ให้ไหลลึก
นึกถึงหลัก "ยถาภูตญาณทัสสนะ" (มองเห็นตามความเป็นจริง):
เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า “นี่คือการแสดง” มันคือสิ่งสมมุติ นักแสดงกำลังทำหน้าที่ของเขา ฉากที่เห็นเกิดจากแสง สี เสียง และการจัดฉาก
การคิดเช่นนี้จะช่วยลดความอิน (Identification) ที่ทำให้จิตใจฟุ้งซ่านหรือเศร้าหมองตามบทบาท
น้อมนำมาเป็น "ธรรมอุทาหรณ์" (โยนิโสมนสิการ):
เปลี่ยนความบันเทิงให้เป็นบทเรียนทางธรรม (พลิกโลกเป็นธรรม)
เช่น ดูละครที่ตัวละครแย่งชิงสมบัติกัน แทนที่จะโกรธแค้นตาม ให้มองเห็นเป็นโทษของ โลภะ และเห็นความทุกข์ของการยึดมั่นถือมั่น หรือดูเรื่องราวความรักที่ผิดหวัง เพื่อให้เห็นความจริงของ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) และ ทุกขัง ของโลก
จำกัดเวลาและสัดส่วน (ไม่ให้เกิด "โมหะ" มัวเมา):
กำหนดเวลาในการเสพความบันเทิงอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ไหลไปเรื่อย ๆ จนเสียงาน เสียความสัมพันธ์ หรือเสียเวลาในการฝึกฝนตนเอง การคุมเวลาช่วยป้องกันไม่ให้จิตตกไปอยู่ในสภาวะโมหะหรือความหลงลืมตัว
เลือกสื่อที่เป็น "กัลยาณมิตร":
หลีกเลี่ยงสื่อที่กระตุ้นกิเลสอย่างรุนแรง เช่น สื่อที่ยั่วยุอารมณ์ทางเพศ (ราคะ) สื่อที่ส่งเสริมความรุนแรงและการล้างแค้นแบบสะใจ (โทสะ)
เลือกสื่อที่ให้แง่คิด สร้างแรงบันดาลใจ หรือช่วยให้จิตใจผ่อนคลายอย่างเบาสบาย
ความหมายของคำว่า "มิจฉาทิฏฐิ" ในแง่ของการแสดง
คำว่า "มิจฉาทิฏฐิ" แปลว่า ความเห็นผิด ความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ในแง่ของ "ตลปุตตสูตร" และเรื่องการแสดงนั้น มิจฉาทิฏฐิ มีการจำแนกออกเป็น 2 ระดับหลัก ๆ คือ:
ระดับที่ 1: ความเห็นผิดในเรื่อง "กฎแห่งกรรม" (ระดับผู้แสดงและผู้สร้าง)
เป็นประเด็นที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนตลปุตตะโดยตรง คือการมีความเชื่อว่า:
“การทำให้คนหัวเราะ ขบขัน มัวเมา เป็นบุญกุศลยิ่่งใหญ่ และจะส่งผลให้ไปเกิดในสวรรค์”
ทำไมจึงผิด? เพราะในความเป็นจริงตามหลักพุทธศาสนา บุญคือสิ่งที่ทำแล้วจิตใจสะอาด บริสุทธิ์ สงบ และผ่องใส ส่วนบาปคือสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ฟุ้งซ่าน และหนาด้วยกิเลส
การแสดงที่กระตุ้นให้คนเกิดความกำหนัด รัก โลภ โกรธ หลง ย่อมเป็นการเพิ่มพูนอกุศลธรรมในใจผู้ฟัง/ผู้ดู ดังนั้น การคิดว่า การส่งเสริมกิเลสผู้อื่นคือการสร้างบุญ จึงเป็นความเห็นที่กลับขั้วกับความจริงอย่างสิ้นเชิง
ระดับที่ 2: ความเห็นผิดในเรื่อง "สัจธรรมของชีวิต" (ระดับเนื้อหาและการเสพ)
สะท้อนผ่านบทบาทและการนำเสนอของการแสดงที่มักบิดเบือนความจริงของโลก เช่น:
นำเสนอว่าโลกนี้เที่ยงแท้และสวยงามตลอดไป: ละครมักจบลงที่ความสุขชั่วนิรันดร์ (Happily Ever After) ซึ่งทำให้ผู้เสพฝังใจและคาดหวังว่าชีวิตจริงจะต้องเป็นเช่นนั้น เกิดความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ขัดต่อหลัก อนิจจัง
ส่งเสริมค่านิยมตาต่อตา ฟันต่อฟัน: การที่พระเอกล้างแค้นผู้ร้ายอย่างโหดเหี้ยมแล้วถูกมองว่าเป็นฮีโร่ เป็นการสร้างความเห็นผิดว่า “โทสะและความรุนแรงเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง” ซึ่งขัดต่อหลักกรรมที่ว่าด้วยการเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
มอมเมาให้หลงลืมความตาย (มรณสติ): การแสดงมักดึงชวนให้ผู้คนรู้สึกว่าชีวิตนี้ยังอีกยาวไกล มีแต่ความสนุกสนาน ปิดบังความจริงเรื่องความแก่ ความเจ็บ และความตาย ทำให้คนใช้ชีวิตด้วยความประมาท
?




