“พระเทพสุทธาจารย์” หรือ “หลวงปู่โชติ” ยอมปิดปากตัวเอง 35 ปี จำชาติได้ ระลึกชาติได้ เพื่อให้วิบากกรรมลด จนเมื่อถึงเวลาความจริงจึงปรากฎ

Remember Me ตอนที่ 6 นำเสนอการจำชาติได้ หรือ ระลึกชาติได้ของ “พระเทพสุทธาจารย์” หรือ หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน ปฐมเจ้าอาวาส วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร จ.นครราชสีมา แม้จะเป็นเรื่องที่น่าค้นคว้าและวิจัยในยุคสมัยนี้ แต่เมื่อครั้งที่หลวงปู่โชติ ยังเป็นเด็กชายโชติ อายุเพียง 5 ขวบ และจำชาติได้ว่าเป็นนายเล็งนั้น ได้ถูกทรมานให้ลืมชาติได้ ทำให้เรื่องราวการจำชาติได้ของเด็กชายโชติถูกปิดปากไปถึง 35 ปี (Click...อ่านต่อในข่าว)

SCOOPS

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย

10/14/20261 min read

เมื่อคนรอบข้างรู้ว่า ด.ช.โชติ จำชาติได้

ร่วมมือกันทำพิธีให้เด็กลืม


เหตุที่เด็กชายโชติต้องปิดปากตัวเองกว่า 3 ทศวรรษ ด้วยวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนรอบข้างทราบว่า เด็กชายโชติคือ นายเล็ง ซึ่งเป็นพี่ชายของนางเหรียญกลับมาชาติมาเกิด

เหตุการณ์วันนั้น หลวงปู่โชติเล่าว่า “ดีใจที่ว่าเราช่วยตัวเองได้ และ ไม่เพียงแต่เท่านั้น ใครมาก็รู้จัก อ้อ! คนนั้นชื่อนั้น คนนี้ชื่อนี้ แหม! ดีใจใหญ่อีกแหละความนี้ เข้าใจว่าตัวเองไม่ใช่ใครอื่นเลย ก็คือคนเก่า (นายเล็ง) นั้นเอง อยู่บ้านเดิมนั้นเอง ปากคออ้อแอ้โบกไม้โบกมือ กระเถิบเข้าไปหาเขา บางคน เขาเห็น เขาก็มาลูบๆคลำๆ บางคนก็เข้ามาอุ้มมาอะไร ตามประสาที่รักทารก เราก็ดีอกดีใจ หัวเราะใส่คิกๆคักๆ ตลอดเวลาที่เขายังอุ้มอยู่ หลังจากนั้น รู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็อยากจะคิดทบทวนแล้วไม่มีอะไรจะแก้ข้อสงสัยของตัวเองได้ ก็คิดไปคิดมาอย่างนั้นแหละ ย้อนไปย้อนมา ยิ่งคิดเท่าไหร่ ก็ยิ่งแต่ชัดขึ้นมากทุกที คือ ชัดในความรู้สึกว่า เรานี้หลับตานึกได้หมด ลูกเมีย ทรัพย์สมบัติ อะไรๆนึกได้หมดเลย ยิ่งนึกไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งแต่ชัดขึ้นมา

แต่ นั่นแหละ ทำไมเราจะเรียกอย่างนี้ เขาก็แนะนำให้เรียกอย่างนั้น เวลาเราเรียก เราพูดออกมาตามความเข้าใจของเรา เขาก็หาว่าพูดผิด เขาก็สอนใหม่ไปอย่างนั้นแหละ เถียงกันอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบ ไม่รู้เรา เราก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ก็เถียงกันอยู่อย่างนั้นแหละไม่มีจบสิ้น จนกระทั่งอายุ 5 ขวบ เวลานั้นวิ่งเล่นได้แล้ว และวันหนึ่งเป็นเวลาบ่าย พอดีเงาเรือนชายไปข้างหน้าเรือน พอจะวิ่งเล่นทางร่มเงาของเรือนได้แล้ว

ขณะนั้นมีญาติบ้านไกลเขามาเยี่ยม ก็พอดีบ้านยายก็อยู่ในที่ไม่ไกล อยู่ทางทิศเหนือใกล้ๆนั้นเอง ยายเห็นญาติบ้านไกลเขามาเยี่ยมข้าพเจ้าเช่นนั้น ยายก็จะมาเยี่ยมเขาด้วย ในขณะนั้นข้าพเจ้ากำลังเล่นอะไรอยู่ แล้วญาติผู้นั้นก็มาสะกิดข้าพเจ้า บอกว่า

ยายมาแล้ว ยายมาแล้ว


แต่เมื่อข้าพเจ้ามองไปตามมือที่เขาชี้ แทนที่จะรับว่าเป็น ยายก็เลยกลับบอกว่า ไม่ใช่ยาย

เขาก็ทักทันทีว่า อ้าว ! ถ้าไม่ใช่ยาย ก็เป็นอะไร ? ก็แม่ฉันนี่

เขายิ่งแปลกใจ ก็ชี้มาหาแม่ใหม่ คือ ชี้มาที่ตัวนางเหรียญ อ้าว! ถ้านั่นเป็นแม่ แล้วคนนี้เป็นใครล่ะ ?

ข้าพเจ้าก็บอกว่า นี่ก็อีหมาน้องฉัน ยังไงเล่า ?ก็คือคำอย่างนี้หนะ มีแต่พี่น้องเคยเรียกกันมาตั้งแต่ก่อนโน้นไม่มีใครพูดกันเลย เขาก็แปลกใจ ก็เลยชักมาตัวข้าพเจ้าอีกว่า อ้าว! ถ้าอย่างนั้นเจ้าชื่ออะไร ?

ข้าพเจ้าก็บอกว่า เอ๊า ก็ฉันชื่เล็ง ยังไงเล่า ก็คล้ายกับว่า ก็คนรู้จักกันอยู่ ทำไมยังมาถามกันอยู่อีก

เสร็จแล้วพวกเขาจึงพากันอุทานขึ้นว่า อ้อ! เห็นจะเป็นตาเล็งมาเกิดแล้ว”

เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำยังไงดี ก็เกิดเป็น 2 อารมณ์ขึ้นมา คือ อารมณ์ดีใจ ที่ญาติของเรามาเกิดกับญาติของเรา นี้เป็นอารมณ์ดีใจ แต่ก็ยังมีอารมณ์ที่วิตกกังวลในเรื่องที่ว่า เขาถือกันว่า ถ้าหากว่าลูกเต้าเหล่าใครจำชาติได้ ระลึกชาติได้ ถ้าหากว่าไม่ทำให้ลืมแล้ว ก็จะเป็นคนอายุสั้น พลันตาย


เมื่อเป็นเช่นนี้จำเป็นจะต้องทำทรมานให้ลืม การทำทรมานนี้ ดีไม่ดีก็เจียนตายไปเลย เพราะเหตุนั้น จึงเป็นเรื่องที่วิตกกังวลใจว่าจะทำอย่างไรดี แต่ก็จำเป็นจะต้องทำทรมานข้าพเจ้า ตามที่เขาเข้าใจว่าจะให้ลืมได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น มีใครแนะนำอย่างไร พวกญาติทั้งหลายที่หวังจะให้ข้าพเจ้ามีอายุยืนนั้นก็ทำอย่างนั้น



สารพัดวิธีทรมานเด็ก

เพื่อให้เด็กลืมชาติในอดีต


เบื้องต้นเขาบอกว่า ให้เอาผ้านุ่งผู้หญิงมาห่อหน้าตา มาห่อศรีษะ ปิดหน้าปิดตาให้อึดอัด หายใจไม่ออก แล้วก็จะลืม เขาทำสกปรกต่างๆ ในขณะนั้นเขาก็มาจับข้าพเจ้ามัดมือมัดเท้า ไม่ให้แก้ได้

แล้วก็เอาผ้านุ่งผู้หญิงมาห่อศรีษะ มัดหูมัดตา ให้หายใจอึดอัด ดิ้นเท่าไรเขาก็ไม่ฟัง ร้องเท่าไรเขาก็ไม่ตามใจ ด่าเท่าไรเขาก็ไม่หยุด จนพอแก่ความต้องการของเขาแล้ว เขาจึงแก้ออก ทำเฉยไป


ข้าพเจ้าก็แหม่ ! รู้สึกว่าบอบช้ำไปเป็นพักทีเดียว และ หลังจากนั้นมา มีคนแนะนำว่า ให้เอาใส่กระด้งเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาก็จะลืม ก็ไม่ลืมสักที ในขณะที่เขาเอาใส่กระด้ง ก็แหม! มันช่างไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งเลย เราจะจับอะไรก็จับไม่ได้ เขาก็ฟัดเขาก็เหวี่ยง ร้องเท่าไหร่เขาก็ไม่หยุด ด่าเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟังอีกเหมือนกัน จนกระทั่งพอใจแล้วเขาจึงวางลง

แหม! เราก็เจ็บใจเหลือเกิน ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร สู้เขาก็สู้ไม่ได้ ถ้าขืนพูด ขืนแสดงตัวว่าเป็นนายเล็งอยู่ เขาก็จะเล่นงาน

อีกนั่นแหละ ทุกทีๆเป็นประจำวัน ประจำเดือน ประจำปีไปทีเดียว เรื่อยๆมาอย่างนั้น จนกระทั่งวาระสุดท้าย เขาก็จับใส่เกวียน ให้วิ่งวนจนเวียนศรีษะเต็มทีแล้วเขาจึงปล่อย ! เมื่อเขาปล่อยลงไปแล้ว ลืมตาไม่ได้เลย มันเวียนศรีษะ พลิกแผ่นดินหมด อาหารในท้องก็อาเจียนออกมาหมด ไม่มีเรี่ยวมีแรงเลย !


ในขณะที่หลับตาอยู่นั่นแหละ ได้ข้อคิดว่า เท่าที่เขาทรมานเรานี้ เขาก็เพื่อจะให้ลืม แต่เราไม่มีวันลืมได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะสู้เขาก็ไม่ได้ เราจะออกประตูไหนดี นอกจากปิดปากตัวเองแล้ว ไม่มีทางแล้ว เลยกัดฟันกรึบเลยทีเดียว ตั้งแต่นี้ต่อไปจะไม่ยอมพูด จะไม่ยอมแสดงตัวเป็นนายเล็งเลยทีเดียว

เขาต้องการให้เราว่ายังไง ก็ว่าไปตามเรื่องของเขา แต่ในส่วนจิตของเรานั้น ก็เก็บไว้เป็นส่วนจิตใจของเราเถอะ พยายามปรับตัวให้เข้าเรื่องกับเขาไป ก็เลยสิ้นเรื่องกันไป เขาก็เข้าใจว่าเราลืมไปแล้ว เขาก็เลิกทรมานตั้งแต่นั้นมา แต่ถึงอย่างนั้น ในเมื่อเรายอมจำนนทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้ว บรรดาญาติวงศ์ทั้งหลาย มีการเกรงอกเกรงใจเป็นพิเศษเพราะรู้เข้าใจและเชื่อมั่นว่า นายเล็ง ซึ่งเป็นอาวุโสในตระกูลของเรามาเกิด ก็มีการเกรงใจเป็นพิเศษ ไม่เคยทำอะไรก้ำเกิน ไม่เคยทำอะไรโดยที่ไม่จำเป็น ก็คล้ายๆกับว่า เวรกรรมของข้าพเจ้านั้นหมดไป เบาบางไปชั่วระยะหนึ่ง

บรรดาลูกทั้ง 3 คนนั้น โดยความที่เชื่อมั่นว่า พ่อมาเกิดจริงๆ ก็จึงยอมเรียกข้าพเจ้าว่า เป็นพ่อของเขาโดยสนิทใจ และใครๆก็เคารพยำเกรงในฐานะที่ข้าคือ นายเล็ง คนเดิมนั้นเอง แม้แต่นางเหรียญ ซึ่งเป็นมารดาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นน้องในชาติก่อนก็มีความเข้าใจ และ มีความเกรงใจ ยำเกรงเป็นพิเศษอย่างนั้นเหมือนกัน ในบรรดาพี่ๆน้องๆที่เป็นท้องเดียวกัน ที่มาเกิดในอัตภาพใหม่นี้ ก็ไม่เคยมีใครมาทำหยาบคาย หรือ กล้ำกรายอะไรให้เกินไปกว่านั้น

นอกจากเวลาที่ทำทรมานให้ลืมนั้น เขาเข้าใจว่าลืมแล้วก็เลยเป็นอันว่าเลิกกันไป เลิกอย่างสนิทเด็ดขาด

หลวงปู่โชติจำชาติได้

ตั้งแต่วิญญาณเข้าสู่ร่างเด็กทารก

และมีสติรู้ตัวตลอด


หลวงปู่โชติย้อนเล่าถึงประวัติท่านที่ท่านจำได้ตั้งแต่วิญญาณเข้ามาอยู่ในตัวเด็กทารกซึ่งลืมตาดูโลกไม่กี่วัน อีกว่า

“วิญญาณนี้มันเข้ามาอยู่กับเด็ก ตัวที่รีๆรอๆอยู่นั่นแหละ มาเข้ากับตัวเด็กเต็มที่แล้ว ลืมตาก็ไม่ทราบว่าที่ไหนกัน แปลกใจ ทำยังไงหนอ จะแก้สงสัยตัวเองได้ ว่าทำไมเราจึงมาเป็นอย่างนี้ เมื่อในระยะหนึ่งนั้นช่างคล่องแคล่วเหลือเกิน จะไปที่ไหนมาที่ไหนก็ได้ดังใจทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มาบัดนี้ ยังไงหนอนี่ มาอยู่ในสภาพอึดอัดเหลือเกิน กระดุกกระดิกอะไรก็ไม่ได้ จะพูดอะไรก็ไม่ได้ มีแต่อารมณ์ไม่สบาย ในขณะนั้นแปลว่า ยิ้มไม่ออกเลยทีเดียวตลอดเวลา หน้าตาใครที่ผ่านไปผ่านมานั้น ก็ไม่รู้จัก ไม่รู้จักว่าเป็นใครทั้งนั้นแหละ ยิ้มใส่ใครไม่ได้เลย ไม่รู้จักเขา กระดุกกระดิกเป็นเวลานานเท่าไหร่ไม่ทราบ

ตามธรรมดาเขาว่าเด็ก 4 เดือน จึงจะพลิกได้ในความรู้สึกของข้าพเจ้านั้นดูเหมือนไม่นานอย่างนั้น กระดุกกระดิกๆ ก็เลยคล้ายๆกับว่าหลุดพลัวะออกมาคว่ำได้ แหม! ดีใจใหญ่โตเลย”

เว็บไซต์ "www.buddhistcompany.org" นำเสนอรายงานพิเศษชุด Remember Me อย่าลืมฉัน ! มาทั้งหมด 6 ตอน โดยตอนแรกเป็นเรื่องราวของคนระลึกชาติ บ้านตะคร้อ จ.นครสวรรค์ และ ตั้งแต่ตอนที่ 2 - 6 เป็นเรื่องราวของ "พระเทพสุทธาจารย์" หรือ "หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน" ปฐมเจ้าอาวาส วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร เน้นการจำชาติได้ และ ระลึกชาติได้ของท่าน โดยตอนที่ 7 จะนำเสนอเรื่องราวปฏิปทาขององค์ท่านในการเดินสู่อริยทรัพย์ การเป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มุ่งมั่นเดินตามปฏิปทาขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

ขอบคุณเนื้อหาที่แน่นด้วยคุณภาพ :-

หนังสือ "หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน" หลวงปู่ผู้ระลึกชาติได้ เรียบเรียงโดย ดร.ปฐม นิคมานนท์


"พระเทพสุทธาจารย์" หรือ

"หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน"

ปฐมเจ้าอาวาส วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร

จ.นครราชสีมา

Social Media

email: news.buddhist2569@gmail.com

© 2025. All rights reserved.