“หลวงปู่โชติ” เล่าหลังสิ้นชาตินายเล็ง เป็นสัมภเวสีไม่นาน ก่อนไปรู้สึกตัวเป็น “เด็กชายโชติ”
รายงานพิเศษชุด “Remember Me” ตอนที่ 4 พาท่านผู้อ่านไปติดตามเรื่องราวของ “หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน” ปฐมเจ้าอาวาส วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร จังหวัดนครราชสีมา ผู้จำชาติได้ ระลึกชาติได้ ว่าชาติก่อนที่จะมาเกิดเป็น “เด็กชายโชติ” เคยเกิดเป็น “นายเล็ง” พี่ชายของ “นางเหรียญ” และ ด้วยอำนาจแห่งกรรม ดลบันดาลแต่งแต้มสีสันให้วิจิตรพิสดาร ด้วยการกลับมาเกิดเป็นลูกชายคนสุดท้องของ “นางเหรียญ” โดยหลวงปู่โชติมีสติอย่างมากในช่วงเวลาเผชิญหน้ากับความตาย และ แม้ต้องตายแล้วก็ยังจำได้ว่า ชีวิตหลังความตายนั้นเป็นอย่างไร (Click...อ่านต่อรายละเอียด)
SCOOPS
ศิริประภา เย็นยอดวิชัย
9/29/20261 min read
"หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน" ปฐมเจ้าอาวาส
วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร
จ.นครราชสีมา






“นายเล็ง” ป่วยหนัก คนแห่มาเยี่ยม
หลังไปเยี่ยม “นางเหรียญ” คลอดบุตรชาย
“หลวงปู่โชติ” เล่าให้ศรัทธาญาติโยมฟังในโอกาสขึ้นเทศน์ที่วัดป่าคลองกุ้ง จังหวัดจันทบุรี เมื่อ พ.ศ.2509 ตอนที่ท่านอายุ 40 ปี ว่า
“จนกระทั่งในค่ำคืน วันแรม 2 ค่ำ นางเหรียญคลอดบุตร และ อยู่ไฟในค่ำคืนวันนั้น จนกระทั่งเวลาดึก รุ่งขึ้นอีกวัน แรม 3 ค่ำนั้น มีญาติผู้หญิง 2-3 คน ต่างออกจากบ้านของตน ตนได้ข่าวว่านางเหรียญอยู่ไฟ แล้วก็พากันไปเยี่ยม แล้วก็พบกันที่บ้านนางเหรียญนั้น เสร็จแล้วเขาก็ชวนกันไปเยี่ยม ข้าพเจ้า นายเล็งที่กำลังป่วยอยู่ที่บ้าน ซึ่งอยู่ทางทิศอิสาน ห่างจากบ้านนางเหรียญประมาณไม่เกิน 10 เส้น หรือ ประมาณ 400 เมตร
ในขณะที่พวกญาติผู้ใหญ่เขาไปเยี่ยมนั้น ข้าพเจ้าก็นอนป่วยอยู่บนที่นอน เอาศรีษะไปทางทิศตะวันออก นอนอยู่พักบน พวกญาติที่มาเยี่ยมนั้นก็พากันสนทนาอยู่ที่พักต่ำ ในขณะนั้นเองข้าพเจ้ารู้สึกสมบูรณ์ขึ้น มีความรู้สึกแจ่มใสพอที่จะลืมหูลืมตาจำได้ว่า ทิศตะวันตกตะวันออกอยู่ที่ไหน เวลานี้ตัวกำลังนอน ศรีษะไปทางทิศตะวันออก และมาสำรวจดูตัวเอง ก็ไม่สบาย กำลังป่วย กำลังร่างกายอ่อนเพลียเต็มที แต่พอได้ยินเสียงเขาพูดกันว่า เขามาจากเยี่ยมนางเหรียญอยู่ไฟ ซึ่งเป็นลูกผู้ชาย หน้าตาจิ้มลิ้มแฉล้มแช่มช้อย น่ารักน่าเอ็นดู เสียงอันนี้ก็ประทับในหูของข้าพเจ้า นึกอยากจะไปเยี่ยมกะเขาเหมือนกัน แต่มาสำรวจดูตัวเองแล้ว ไม่สามารถที่จะไปไหนได้ แม้แต่เสียงที่จะถามเขาบ้าง เพราะความอยากจะไปเยี่ยมเขาก็พูดไม่ออกเสียแล้ว
“นายเล็ง” เผชิญหน้ากับความตาย
รู้สึกตัวตลอด ตั้งแต่ก่อนตาย
"หลวงปู่โชติ" เทศน์ต่ออีกว่า
"ก็เลยปล่อยให้เขาสนทนากันไปตามเรื่อง เราก็ได้แต่ฟังบ้าง ไม่ได้ฟังบ้าง ช่วยหาความสบายให้ตัวเอง หาความสบายช่วยตัวเองด้วยการพลิกมาทางขวา เพื่อผ่อนคลายความไม่สบายนั้นออกไปบ้าง แต่เมื่อพลิกไปแล้ว ทรงตัวอยู่ไม่ได้ก็กลับหงอยมาตามเดิม เสร็จแล้วก็สูดหายใจยาว 2-3 ที ก็รู้สึกโล่งใจสบายไปหน่อยหนึ่ง ในขณะนี้เองข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าหากว่าได้หลับสักหน่อยก็เห็นจะสบายกว่านี้ แล้วก็หลับตาลง สำรวมจิตสำรวมใจ สงบอวัยวะ กำหนดนิ่งไป แล้วก็สูดหายใจอีกยาวๆ ก็ตั้งใจว่า จะสูดหายใจยาวๆอย่างนั้น สัก 3 ครั้งก็ปล่อยไปตามปกติ แต่ไม่ทันถึง 3 ครั้ง ตอนสุดท้ายของการผ่อนลมหายใจออกครั้งที่ 2 นี้เอง ก็รู้สึกหลับไปเสียแล้ว พร้อมๆกันกับลมหายใจออกพลอยสุดไป ก็ความหลับของตนก็หลับพร้อมไปคล้ายๆกับแยกทางกันไปคนละทาง ลมหายใจนั้นออกไป แต่ความหลับนั้นลงผลอนไปในขณะเดียวกัน
เสร็จแล้วไปเปลี่ยนระบบความรู้สึกใหม่ เคลิ้มไป แล้วก็เลยไปเปลี่ยนระบบความรู้สึกใหม่ เกิดเป็นความเข้าใจขึ้นมาใหม่ว่า เราสบายแล้ว เราหายป่วยแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉงว่องไว คล่องแคล่วทุกสิ่งทุกอย่าง หูตาอะไรก็ชัดเจนทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่เสียงที่จะพูดออกไปนี้ ก็แหม ใสเหลือเกิน แจ่มใสเหลือเกิน แสบหูตัวเองยังกะพูดในไมโครโฟนอย่างนี้ หรือจะยิ่งกว่านี้ แต่ก่อนนั้นเป็นนายเล็งอยู่นั้น เสียงก็ไม่ดี เสียงคนอ้วนด้วย แล้วก็เสียงทุมๆอย่างนั้นแหละ แต่พอมาได้เสียงใหม่ ได้อะไรใหม่ๆนี้ แหม ช่างชัดเจนเหลือเกิน แจ่มใสชัดเจนทุกอย่าง แล้วก็เข้าใจว่า เสียงที่แจ่มใสในขณะนี้หนะ คือ เสียงที่ติดมาจนบัดนี้ (เสียงในชาติปัจจุบัน)
ไม่ใช่เสียงนายเล็งเลย มาเป็นเสียงที่ติดมาจากในขณะที่ว่า นอนหลับไปแล้วก็กลับได้ความรู้สึกขึ้นมาใหม่นั่นแหละ แม้แต่ในขณะนี้ ซึ่งกำลังร่างกายก็ตกไปบ้างแล้ว แต่เสียงนั้นก็ยังใช้ได้ ยังแจ่มใสอยู่ เมื่อรู้สึกตัวอย่างนั้นแล้ว อารมณ์ที่ค้าง ที่อยากจะไปเยี่ยมน้องสาวอยู่ไฟ อยากจะไปดูหน้าหลานที่เกิดใหม่นั้น ก็ยังติด
ค้างอยู่ แต่ว่าก่อนที่จะไปทางโน้นก็ลงมาคุยกับพวกญาติที่มาเยี่ยมอยู่ต่อหน้านั้นเสียก่อน ก็แปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือว่า เสียงเราก็ดังกังวานชัดเจน แต่ว่าทำไมไม่มีใครได้ยินเลย เมื่อเขาไม่ได้ยิน ก็ไปขยามหัวเข่าเขาบ้าง ไปจับแขนเขาบ้าง เพื่อให้เขามองหน้า แล้วเราก็จะได้คุยกับเขา ได้พูดกับเขา เสียงของเขาก็ตามปกติธรรมดา เราก็ได้ยินอยู่ เขาพูดอะไรก็ได้ยิน เขาทำอะไรก็ได้เห็น แต่บางทีเราพูดอะไรไปบ้าง ทีเราทำอะไรไปบ้าง เขาไม่รู้ ไม่เห็น แปลกอยู่ตรงนี้
ไม่สามารถที่จะติดกันได้ ไม่สามารถที่จะทำให้เขาเข้าใจเรื่องราวของเราได้ ไปขย่มหัวเข่าคนที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ก็แล้ว รวมเป็น 4 คน กับเจ้าไข้ เจ้าบ้าน ยังอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่นั่งทางตะวันตก ทางสุดท้ายเขาคำนวณเวลาพอที่จะสมควรจะกลับบ้านแล้ว เพราะเป็นเวลาบ่าย ตามธรรมดาเขาก็พอจะหุงหาอาหารตามปกติแล้ว เขาลุกไปคลำดูปลายเท้าของนายเล็ง ที่กำลังนอนป่วยอยู่นั้น ในขณะนั้น ข้าพเจ้าก็มายื้อแขนยื้อไหล่ กระตุกแขนเพื่อจะให้เขารู้จักว่า ฉันอยู่นี่ ฉันสบายดีแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องตกใจ แต่เขาก็ไม่รู้สึกอะไรกับข้าพเจ้าเลย เขาก็ไปลูบคลำดูปลายเท้าของนายเล็ง ซึ่งสิ้นใจ ตายไป แล้วนั้นก็รู้จักว่า นายเล็งตายแล้ว ก็ร้องโวยวายขึ้น แม้ในขณะนั้น ข้าพเจ้าก็พยายามที่จะทำให้เขาเข้าใจเรื่องราวของเราว่า ฉันสบายดีแล้ว หายดีแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้วไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องโวยวาย ก็สุดวิสัยที่จะบอกเขาได้ สุดวิสวัยที่จะห้าวเขาได้ เขาก็วิ่งไปเที่ยวบอกญาติพี่น้อง บ้านใกล้ บ้านไกล จนวุ่นวายกันไปหมด”
เหตุการณ์ในวันที่ “นายเล็ง” เสียชีวิต ตรงกับปีวอก แรม 3 ค่ำ เดือน 11 พ.ศ.2451 หรือ ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2451 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ “นางเหรียญ” คลอดบุตรชายชื่อ “เด็กชายโชติ” โดยต่อมาก็คือ“หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน” นั่นเอง
ชีวิตใหม่ชาติใหม่ของ “เด็กชายโชติ” เริ่มขึ้น
หลังชีวิตเก่าของ “นายเล็ง” สิ้นสุดลง
“หลวงปู่โชติ” เล่าว่า "ตั้งแต่เวลานั้นตัวข้าพเจ้าเองรู้สึกว่า คล่องแคล่วว่องไวเหลือเกิน หูก็ไว ตาก็ไว ตัวก็ไว พร้อมกันไปหมดเลย คล่องแคล่วที่สุด ดูพวกญาติที่วิ่งกันมาจ้าละหวั่นนั้น ก็สามารถที่จะออกไปต้อนรับเขาได้ที่ประตูบ้านทั้ง 3 ประตู แม้จะมาพร้อมกันทั้ง 3 ประตูก็ตาม จะมากี่คนก็ตามก็สามารถไปต้อนรับที่หน้าประตูบ้านทันทุกคน ทุกเวลา ทุกประตู ไม่ทราบว่าไปได้ยังไง แต่ก็ไม่แปลกใจตัวเอง เพราะเข้าใจว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นคล่องแคล่ว หายป่วยแล้วก็เลยมากระปรี้กระเปร่า อะไรๆก็ได้อย่างใจแล้ว หลังจากนั้นมา พวกญาติทั้งหลายที่เขามาๆกัน ก็มาจัดการเกี่ยวกับเรื่องศพ ตั้งแต่อาบน้ำศพ ทำโลง ทำหีบศพ แล้วก็ยกศพขึ้นใส่ในโลง อะไรๆก็ตาม ข้าพเจ้าอยู่ที่นั่นตลอดเวลา
แต่แทนที่จะเข้าใจว่าตัวเป็นผี ที่เข้าทำอะไรๆให้ก็กลับเข้าใจว่า บรรดาญาติทั้งหลายที่มานั้น มาอุปโลกน์เสกสรรให้ตัวข้าพเจ้านี่แหละ เป็นหัวหน้าเจ้าภาพในงานนี้ทุกสิ่งทุกอย่าง มีอำนาจบงการทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะทำให้งานศพสำเร็จ ซึ่งเขาพากันตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่ถึง 3 วัน เพราะว่าเวลานั้นฝนก็ยังตกชุกอยู่ ญาติก็อยู่แต่ไกลๆ ไปมาลำบากกว่าจะทั่วถึงกัน ก็เป็นตระกูลที่กว้างพอสมควรและญาติก็มากพอสมควร เมื่อเขาตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่ถึง 3 วันแล้ว ก็พากันเผา แต่ว่าตลอดเวลาที่เขาตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่นั้น ก็มีพิธีสงฆ์อะไรบ้าง เป็นต้นว่า นิมนต์พระบังสุกุล นิมนต์พระเทศน์ นิมนต์พระสวด
สำหรับตัวข้าพเจ้านั้น ในเมื่อหมดกิจการทางอื่นแล้ว ก็ต้องมาจับจุดอยู่ที่ตรงกลาง ก็คือ อยู่ที่ตรงบนหลังหีบศพ ไม่ใช่อยู่ในหีบ ไม่ใช่อยู่แตะกับหีบ แต่อยู่เหนือหีบ สูงประมาณสักศอกหนึ่ง ไม่เคยอยู่แตะพื้นเลยตลอดเวลา ถ้ามีกิจอะไรก็ไป ถ้าไม่มีกิจอะไรก็มาอยู่ที่จุดนั้นตลอดเวลา และ ในขณะที่เขามาเพื่อเรานั้น แม้แต่ยังไม่ทันกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลอะไรก็ตาม เพียงแต่เขามุ่งมาเพื่อเราทั้งนั้นแหละ
แหม! ความดีอกดีใจ ขอบอกขอบใจนี้เหลือประมาณ !
ความขอบใจเราๆ ธรรมดาคนเราธรรมดานี้ ประมาณ 5% แต่ความขอบใจในขณะที่เป็นอยู่อย่างนั้น ร้อยกว่าเปอร์เซนต์ไปเสียแล้ว ! รู้สึกว่าล้นเหลือเกิน ! ขอบใจขนาดไหน ดีใจขนาดไหน ดีใจขนาดหิว หายอยากไปเลย อิ่มเองไปเลย ไม่ต้องลำบากิน ไม่ต้องลำบากหิว เพราะความดีใจนั้นมาแทนที่ ให้หายหิวหายอยากไปเลย ก็ด้วยความดีใจอย่างนั้น ไม่ลำบากเกี่ยวกับการอยู่ การกิน การหิว การกระหายอะไรก็อยู่พอสบายๆ ไปตลอดเวลา เมื่อเขาจะนำศพสู่ป่าช้า สุสานที่เผานั้น เขาก็ยกหีบศพ ขึ้นวางบนเกวียน แล้วก็นิมนต์พระ 4 องค์ สวดพระธรรมพร้อมๆไปจนกว่าจะถึงป่าช้าที่เผา ข้าพเจ้าก็นำศพไปเรื่อยๆอย่างนั้น”
คำเทศน์ของหลวงปู่โชติทำให้เห็นว่า พิธีศพที่พากันไปร่วมงานและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายนั้น ย่อมถึงผู้วายชนม์โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผู้วายชนม์จะอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม
“หลวงปู่โชติ” ได้มีโอกาสไปเยี่ยมน้องสาวที่เพิ่งคลอดบุตรชาย ในช่วงเวลาที่เสวยภพภูมิเป็นสัมภะเวสี โดยในช่วงหนึ่งของคำเทศนา หลวงปู่โชติเล่าว่า
“วิญญาณนี้มันมาเข้าอยู่กับเด็ก ตัวที่รีๆรอๆอยู่นั่นแหละ มาเข้ากับตัวเด็กเต็มที่แล้ว ลืมตาขึ้นมาก็ไม่ทราบว่าที่ไหนกัน”
เป็นอันว่า ชาติใหม่ของหลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน เริ่มขึ้นแล้ว ภายใต้ชื่อ “เด็กชายโชต” ลูกชายของน้องสาวตนเอง
Remember Me ตอนที่ 5 เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราวราวระหว่างช่วงที่ “นายเล็ง” เป็นสัมภะเวสี และอยู่ระหว่างไปเยี่ยมน้องสาวที่เพิ่งคลอดลูกชาย บางฉากบางตอนสะท้อนให้เห็นว่า พลังจิตของมนุษย์สามารถเชื่อมกับภพภูมิของสัมภะเวสีได้อย่างดี รวมไปการปิดปากตัวของ “เด็กชายโชติ” ที่ไม่พูดกับใครเลยว่าจำชาติได้ตั้งแต่ 5 ขวบ เป็นเพราะอะไร ? ติดตามได้ในตอนต่อไป
ขอบคุณ :-
หนังสือ "หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน"
เรียบเรียงโดย ดร.ปฐม นิคมานนท์
ห้องสมุด "วัดอโศการาม" จ.สมุทรปราการ
เจ้าของภาพ - Wasan Longcharoen ในเพจ โคราชในอดีต
ชมรมพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
เพจ ท่องถิ่นธรรม พระกัมมัฏฐาน
