ศึกษาบทบาทการแสดง “แจ๊ส ชวนชื่น” และ คณะ ถูกโลก แต่ไม่ถูกธรรม เพราะอะไร?

กรณีศึกษา "แจ๊ส ชวนชื่น" แสดงภาพยนตร์ล้อเลียนพระ เช่น ที่นำมาแสดงในซีรีส์หลวงพี่แจ๊ส สร้างความตลกโปกฮาในทางโลก แต่ในทางธรรมนั้น สามารถกล่าวได้อย่างแจ่มแจ้งว่า การแสดงที่ล้อเลียน “พระสงฆ์” ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญในพระพุทธศาสนานั้น ขัดต่อหลักธรรมที่ว่า “วาจาและความสำรวม” (ขอบคุณภาพประกอบ:ดาราเดลี่)- (คลิ๊ก...อ่าน)

SCOOPS

7/15/20261 min read

สำหรับหลักธรรมที่นักแสดงเหล่านี้พากันทำพฤติกรรมที่ขัดหลักศีลธรรม ได้แก่

วจีทุจริต 4 โดยเฉพาะ สัมผัปปลาปะ เช่น การพูดยั่วยุหรือแสดงเพื่อความบันเทิงที่ไม่มีสาระ ขัดต่อหลัก วจีสุจริต ในข้อ สัมผัปปลาปะ คือ การพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ หรือการแสดงที่ทำให้จิตใจของผู้ฟังฟุ้งซ่าน ไม่เกิดปัญญาและไม่ได้นำไปสู่การลดละกิเลส

มิจฉาวาจา ที่มีอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 โดยหลักของพระพุทธศาสนาเน้นเรื่อง สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ) การแสดงบทบาทสมมติที่ใช้คำพูดหยาบคาย (ผรุสวาจา) หรือคำพูดเสียดสีประชดประชัน แม้จะเป็นการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่ในทางกรรมถือเป็นการสร้างพจีกรรมที่ไม่บริสุทธิ์

อคารวะ 6 คือ ความไม่เคารพ เช่น การนำสัญลักษณ์ของพระรัตนตรัย และ หมายรวมถึง พระสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันคือสมมติสงฆ์ มาใช้ทำเป็นเรื่องตลกขบขัน เข้าข่าย ความไม่เคารพใน พระสงฆ์ หรือ สังฆอคารวตา ซึ่งตามหลักพุทธศาสนา พระสงฆ์เป็นหนึ่งในสรณะที่ควรแก่การกราบไหว้ การนำมาล้อเลียนจึงเป็นการลดทอนความศรัทธา

ศีลข้อ 5 และอบายมุข หมายถึงในแง่ของผู้เสพและผู้แสดง โดยในทางธรรม การแสดงที่มุ่งเน้นกระตุ้นความมัวเมา ความสนุกสนานเพลิดเพลินอย่างไร้ขอบเขต หรือ ในภาษาบาลีที่ว่า “นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนา” จัดเป็นสิ่งทางโลกที่ทำให้จิตใจห่างไกลจากความสงบและการเจริญสติ

ทั้งนี้ ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ใน “ตลปุตตสูตร” คือ พระสูตรสังยุตตนิกาย และ สฬายตนวรรค เขียนไว้ว่า เคยมีกรณีที่นักแสดงเต้นรำชาวสิงหฬกะ หรือ ชาวสิงหล เข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า การทำคนให้หัวเราะตลกขบขันจะทำให้ได้ไปเกิดบนสวรรค์หรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า ไม่จริง และทรงอธิบายว่า การทำคนให้มัวเมาและเพลิดเพลินในกิเลส ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ เพิ่มขึ้น ผ่านการแสดงนั้น มีโทษทางธรรมและอาจนำไปสู่ทุคติได้

อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า ตลปุตตสูตร (หรือมักเขียนว่า ตาลปุตตสูตร) คือ พระสูตรในพระไตรปิฎก (สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค) ที่ว่าด้วย "ปัญหาของนักเต้นรำหรือนักแสดง" โดยเป็นการสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับ นายตาลบุตร ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านนักฟ้อนรำและหัวหน้าคณะละครที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น

ใจความสำคัญของพระสูตรนี้เป็นการสะท้อนมุมมองทางพระพุทธศาสนาต่อ "อาชีพนักแสดงและการบันเทิง" ที่ส่งผลต่อจิตใจและวิบากกรรม โดยมีเนื้อหาหลักดังนี้ครับ:

-ความเชื่อเดิมของนักแสดง

นายตาลบุตรได้เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อที่สืบต่อกันมาในหมู่ศิษย์อาจารย์สายการแสดงว่า "นักแสดงผู้สร้างความสุข ความหัวเราะ และความบันเทิงให้แก่ผู้ชม เมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นที่ชื่อว่า ปหาสะ คือ สวรรค์แห่งความรื่นเริง จริงหรือไม่?"

-คำตรัสสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้นายตาลบุตรถามถึง ๓ ครั้ง เพราะเกรงว่าจะสะเทือนใจ แต่เมื่อนายตาลบุตรยังคงรบกวนถาม พระองค์จึงทรงเฉลยความจริงตามหลักกฎแห่งกรรมว่า ในความเป็นจริงแล้ว นักแสดงที่มีพฤติกรรมดังกล่าวอาจต้องไปตกนรก ด้วยเหตุผลดังนี้

การมอมเมาจิตใจ: มนุษย์ทั่วไปมักมีความกำหนัด (ราคะ) ความโกรธ (โทสะ) และความหลง (โมหะ) อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

การกระตุ้นกิเลส: นักแสดงที่ทำการฟ้อนรำ ขับร้อง หรือแสดงละครที่เต็มไปด้วยเรื่องคาวโลกีย์ ยิ่งเป็นการนำเอาสิ่งเร้าไป "กระตุ้นและมอมเมา" ให้ผู้ชมเกิดความเพลิดเพลิน ลุ่มหลง และขาดสติมากยิ่งขึ้น

วิบากกรรม: เมื่อตนเองก็ยังไม่พ้นจากกิเลส แถมยังไปมั่วสุมมอมเมาผู้อื่นให้หลงใหล เมื่อตายไปในขณะที่จิตยังเต็มไปด้วยความลุ่มหลง ที่เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ ทางไปจึงไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็น "ปหาสนรก" ซึ่งเป็นแดนนรกสำหรับผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับการขับร้องและฟ้อนรำ

บทสรุปและการบรรลุธรรมของนายตาลบุตร

เมื่อนายตาลบุตรได้ฟังความจริงเช่นนั้นก็ร้องไห้เสียใจ ไม่ใช่เพราะโกรธพระพุทธเจ้า แต่เพราะเสียดายเวลาที่ผ่านมาซึ่งตนเข้าใจผิดมาตลอด หลังจากนั้นเขาเกิดความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า ขอบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา (นามว่า พระตาลบุตรเถระ) และตั้งใจปฏิบัติธรรมจนได้สำเร็จเป็น พระอรหันต์ ในที่สุด

Social Media

email: news.buddhist2569@gmail.com

© 2025. All rights reserved.