ระลึกชาติ จำชาติได้ มีอยู่จริง! “หลวงพ่อปิยโสภณ”ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระราม๙

บรรยากาศอันสัปปายะในวัดพระราม ๙ บริเวณพื้นที่ธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๙ ซึ่งจัดพื้นที่ห้องโถงสำหรับพัฒนาจิตให้กับพระภิกษุ สามเณร และ ฆราวาส มีองค์พระประธานคือพระแก้วมรกตประดิษฐานอย่างสมพระเกียรติ โดยพื้นที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ในการเผยแพร่ธรรมมาหลากหลายโอกาส และ ในโอกาสนี้ ทางเว็บไซต์ BuddhistCompany.org ได้รับอนุญาติโดย “พระเทพวัชรญาณกวี” หรือ “หลวงพ่อปิยโสภณ” (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระราม๙ กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์พิเศษในหัวข้อ “ระลึกชาติ” มีอยู่จริง ! ตอนที่ 1 (คลิ๊กอ่าน...)

NEWS

Siriprapha Yenyodwichai

6/2/20261 min read

พระเทพวัชรญาณกวี

"หลวงพ่อปิยโสภณ"

ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

วัดพระราม ๙

เรื่องราวผู้ระลึกชาติ

ทำให้กลัวบาป

หลวงพ่อปิยโสภณเมตตาให้หลักธรรม ก่อนจะนำเข้าสู่เรื่องราวการระลึกชาติ โดยท่านให้หลักว่า การระลึกชาติหากศึกษาแล้วจะทำให้ผู้ศึกษา เรียนรู้ และ ได้ยินเรื่องราวการระลึกชาติของบุคคลต่างๆ เกิดความละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป เพราะรู้แล้วว่า ชาติที่แล้วมีจริง ชาตินี้มีจริง และ ชาติหน้ามีจริง

“อาตมาไม่ใช่พระที่ระลึกชาติ ได้ แต่ว่ามีประสบการณ์ที่ได้อ่านหนังสือบ้าง ได้เรียนรู้จากผู้หลักผู้ใหญ่ พระมหาเถระ หรือ ญาติโยมที่มีประสบการณ์เล่าให้ฟังบ้าง ซึ่งการระลึกชาติเตือนสติเราว่า มีการเกิดจริง เกิดใหม่มีจริง ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐาน สำหรับชาวพุทธของเราก็เชื่อว่า ชาตินี้มีจริง ชาติหน้ามีจริง บาปบุญมีจริง ผลของการกระทำมีจริง ทำดีได้ดีจริง เรื่องบุญคุณของผู้มีพระคุณก็มีอยู่จริง ความกตัญญูกตเวทิตามีอยู่จริง ทำสิ่งใดก็ได้รับผลสิ่งนั้น ก็นี่แหละ มันเป็นผลธรรมดาๆ นี่แหละ ถ้าเรามีความเชี่อเรื่องบาบุญคุณโทษ เราจะมีความรู้สึกว่า หิริโอตัปปะ และ รักชั่วกลัวบาปมันจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ทำความชั่วในที่ลับเราก็จะไม่กล้าทำ

แต่ถ้าเราไม่เชื่อ เรื่องบาปบุญคุณโทษ เราจะเอากฎหมายเป็นหลัก ต้องหาพยานหลักฐานเยอะแยะเพื่อมาต่อสู้กัน ความชั่ว และ การทำความผิดนี่ไม่เหมือนกัน ทำผิดอาจจะไม่ได้เป็นความชั่ว แต่เป็นความผิด เป็นความพลาด แต่ความชั่ว มันผิดทางด้านศีลธรรม มันผิดทางด้านสังคม ซึ่งสังคมบางทีก็ยอมรับไม่ได้ อาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า ความผิดทางด้านสังคมมันเป็นตัวทำลายเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของผู้คน ไปหมดสิ้น ถ้าหากว่าเรามีชื่อเสียงในทางเสียหาย ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด ความสำเร็จเหล่านั้นก็จะสูญหายไปทันทีไม่เหลืออะไรเลย บางทีกระทบกับธุรกิจของเรา การงานของเรา ทางที่จะก้าวหน้าก็มี เพราะฉะนั้นระบบความเชื่อเรื่องศีลธรรมพื้นฐาน ท่านจึงกำหนดเอาไว้ เรื่องบาปบุญคุณโทษ เป็นหลัก

การระลึกชาติเป็นหลักหนึ่งที่จะทำให้เรามีความเชื่อ มีความมั่นคงทางด้านศีลธรรม การระลึกชาติไม่ได้เกี่ยวข้องว่าต้องเป็นศาสนาพุทธ แต่คนโบราณเขาจะใช้คำว่า จำอดีตชาติได้ เพราะระลึกชาติที่ฝรั่งเรียกว่า รีอินคาเนชั่น (Reincarnation) มันก็จะเกี่ยวข้องกับการทำสมาธิภาวนาจนได้อภิญญา อภิญญาระลึกชาติได้ หูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ มองเห็นอดีตชาติของตัวเอง มองเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เหมือนกับไทม์แล็บ ตอกเสาเข็ม ตั้งแต่มุงหลังคา เปิดบ้านเข้าไปอยู่ในบ้านภายใน 1 นาที ไทม์แล็บกลับมาให้เห็นภายในชั่วพริบตา

เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นญาณแรกที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ คือ บุพเพนิวาสสานุสติญาณ ญาณระลึกชาติได้ในอดีต ระลึกได้ว่าตัวเองไปเกิดที่ไหน ตายแล้วไปไหน มีทั้งปฏิสนธิ มีทั้งจุติวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณ อาสวขยญาณ ญาณหยั่งรู้ว่า หมดกิเลส ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก ก็แสดงว่าพระองค์ท่านยืนยันชัดเจนว่าสังสารวัฎมีการเวียนว่ายตายเกิด และ การเวียนว่ายตายเกิดนี่เอง เป็นที่มาของสายธารแห่งความทุกข์ ทุกข์คืออะไร ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ พลัดพราก ป่วย แล้วก็ตาย พลัดพรากจากกันมันเป็นต้นทาง ถ้าเราต้องการตัดวงจแห่งทุกข์ เราก็ต้องยุติการเวียนว่ายตายเกิดให้ได้ ฉะนั้นคนที่ระลึกชาติได้ มันเป็นการยืนยันได้ว่า มันมีการเวียนว่ายตายเกิดจริง และ เหตุที่ทำให้คนเวียนว่ายตายเกิดนั้นคือตัณหา อยากมี อยากเป็น แล้วก็อยากเปลี่ยน ภาษาพระเรียกว่า กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อยากมีเรียกว่า กามตัณหา อยากเป็นเรียกว่าภวตัณหา ไม่อยากเป็นเรียกว่าวิภวตัณหา อยากทั้ง 3 เลยน่ะ ถ้าไม่มีจะไม่มีการเกิดขึ้นมา

เมื่อเกิดมาแล้วจึงเผชิญเรื่องความทุกข์ต่างๆ ทุกข์ทางกายก็การพรักพราก เจ็บป่วย ทุกข์ทางกายก็โทมนัส เสียใจ น้อยใจ หรือว่าถูกกระทำย่ำยี หรือ ถูกบีบคั้นในด้านต่างๆ มนุษย์เราก็มีสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว ต้องมาดูตัวอย่างว่ามีจริงไหม การเวียนว่ายตายเกิด การระลึกชาติได้ การจำชาติได้ มีจริงไหม” หลวงพ่อปิยโสภณอธิบายธรรมที่เกี่ยวข้องกับการระลึกชาติ

หลวงพ่อปิยโสภณย้อนอดีตเล่าถึงเมื่อครั้งหลวงปู่เจ้าคุณอุดร ผู้จำอดีตชาติได้ โดยหลวงพ่อปิยโสภณได้รับการบอกเล่าจากปากของหลวงปู่เจ้าคุณอุดร เพราะได้มีโอกาสบวชกับท่านตั้งแต่เป็นสามเณร

“การที่หลวงพ่อฯ (หลวงพ่อปิยโสภณ) ได้ฟังหลวงปู่ท่านเจ้าคุณอุดร ท่านเล่า ท่านอยู่อุดรธานี วัดโพธิสมภรณ์ ตอนที่ท่านเล่า ท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่แล้ว ต่อมาท่านก็เล่าให้ฟังว่า เณร มันมีการเวียนว่ายตายเกิดจริงน่ะ หลวงพ่อจะเล่าอดีตชาติที่จำได้ ท่านบอกว่า ชาติที่แล้ว ท่านเกิดเป็นลูกของคุณพ่อ อยู่ที่บ้านตูม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เกิดในตระกูลวุฒิเสน ก็เลยอยากจะเรียนหนังสือ ขอคุณพ่อคุณแม่มาเรียนที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก็มีชื่อท่านน่ะบอกไว้เสร็จเลย มาอยู่วัดมัชฌิมวาส ท่านมาอยู่วัดมัชฌิมวาส พระก็ให้ท่านเลี้ยงไก่ เพื่อเอาไข่ จะได้เอาไปโรงเรียน เรื่องของเรื่อง จะได้ไม่ต้องเอาตังค์ไปซื้อกับข้าว ไข่ออกทุกวัน เอาไว้ใต้ถุนกุฏิ

แต่คุณพ่อคุณแม่ของท่าน ความที่คิดถึงลูก ก็อยากให้ลูกกลับ ก็มาตามลูกกลับ ท่านก็ไม่ยอม ท่านจะเรียนหนังสือ อยากเรียน พระก็สนับสนุน ต่อมาก็มาบ่อยเข้า สี่ครั้งห้าครั้งก็ไม่กลับ อันนี้ก็ตามอยู่นั่นแหละ ท่านก็เลยวิ่งเข้าไปใต้ถุนกุฏิ คว้าเอาไข่ปาหน้าพ่อกับแม่ เละเลย คือ ร่างกายก็ไม่ได้เจ็บปวดร้าวอะไรหรอก เพราะมันไม่ใช่หิน แต่ไข่แตก เละหมดเลย พ่อแม่ก็ไล่ตะครุบ ไม่ยอมไป พ่อแม่ก็ตัดใจ อยากอยู่ก็อยู่ ในที่สุดก็อยู่ พ่อแม่ก็กลับมือเปล่า

ปรากฏว่าเด็กคนนี้ (อดีตชาติของหลวงปู่เจ้าคุณอุดร) ตอนเย็นก็ต้มไข่กิน กินเยอะไป กินหิวตลอด กินจุกเลย กินเป็น 10 ฟองเลย เพราะกินฉลอง พ่อแม่กลับแล้ว ได้อยู่วัดแน่ ดีใจ ฉลอง ก็จุกไข่ตาย เสร็จแล้วท่านก็ไปเกิดเป็นลูกคนสุดท้องของพ่อแม่คนเดิม จากเดิมเป็นลูกคนโต สิ่งที่แม่คิดก็คือว่า สิ่งที่ท่านจำได้ ท่านก็บอกว่าของกูอยู่ตรงนั้นอีนี่ มึงเอาไปไว้ตรงไหน เอามาให้กู รู้จักคน เรียกลุงป้าน้าอาถูกหมดเลย

เด็กปกติ 6-7 ขวบ ไม่น่าจะรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เวลาผ่านไป ตั้งครรภ์ อยู่ในครรภ์แม่ก็ต้อง 8-9 เดือน แล้วกว่าจะโตอีกก็ 6 ปี 7 ปี ก็ถือว่า พอสมควร แต่ก็พูดได้ จำได้หมดเลย อยู่บ้านไม่ได้ แม่ก็บอกว่า ไอ้นี่แปลก อยากบวชอย่างเดียว อยากไปอยู่วัด ก็เลยมาบวชเป็นเณร อยู่วัดโพธิสมภรณ์ ถนนโพธิศรี ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี อยู่กุฏิคณะนุสศาสตร์ หลวงพ่อ(หลวงพ่อปิยโสภณ) นี่เป็นเณร ตัวเล็กๆ ไปอยู่กับท่าน ท่านก็เล่าให้ฟัง ท่านก็บอกว่า ตอนเล็กๆ ท่านเรียนหนังสือไม่เก่ง โอ้ย! จำอะไรก็ไม่ได้ สาเหตุ ชอบดูถูกผู้อื่น ว่าคนนั้นโง่ คนนี้โง่ เป็นคนไม่มียศไม่มีตำแหน่ง เพราะว่าไปดูถูกคน ไม่ได้พูดจาว่าร้ายใครน่ะ แต่มันมีผลจริงมโนกรรม มันมีผลจริง ขนาดคิดอย่างเดียว

ต่อมาท่านก็บอกว่า ท่านเป็นคนที่ปากร้าย ชอบด่าคนนั้น ว่าคนนี้ อีนั่น อี่นี่ ส่งผลให้ท่านเป็นคนสติปัญญามืดบอด และ เป็นมะเร็งในช่องปาก ว่าร้ายพ่อแม่ ด่าพ่อ ด่าแม่ ด่าเพื่อน คนที่ด่าพ่อด่าแม่ คือ เป็นมะเร็งในช่องปาก ตัวท่านเป็นตัวอย่าง ท่านก็รักษา ในที่สุดท่านก็มรณภาพไป ท่านเป็นคนเลี้ยงอาตมาภาพมา พระอาจารย์ฯอุทัย (หลวงพ่ออุทัย ธมฺมวโร เจ้าอาวาส วัดภูย่าอู่ จังหวัดอุดรธานี ) ก็รู้จักท่านดี อันนี้เล่าให้ฟังเป็นเรื่องที่หนึ่ง" หลวงพ่อปิยโสภณทิ้งท้ายตอนที่ 1 นี้ด้วยเรื่องราวระลึกชาติของหลวงปู่ท่านเจ้าคุณอุดร ผู้เป็นดั่งพ่อคนที่สองของหลวงพ่อปิยโสภณ ซึ่งจำเผอิญจำชาติได้ตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ

นับเป็นเรื่องราวอันมหัศจรรย์ที่มีในพระไตรปิฎก ซึ่งหากใครก็ตามได้ยินเรื่องราวของผู้ระลึกชาติ และ เกิดศรัทธา ก็จะมีความละอายต่อบาป พร้อมทั้งเกรงกลัวต่อบาป เพราะรู้แล้วว่า บาปกรรมนั้นส่งผลให้สัตว์โลกยังคงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร และ มีชีวิตที่ต่างกันไป

สำหรับพระราชวุฒาจารย์ (สวัสดิ์ ขนฺติวิริโย) หรือที่รู้จักกันในนาม "ท่านเจ้าคุณอุดร"

แห่งวัดโพธิสมภรณ์ (พระอารามหลวง) จังหวัดอุดรธานี เป็นพระเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระ

สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างสูงในภาคอีสาน มีชื่อเสียงด้านปฏิปทา

อันงดงามและเป็นพระรุ่นน้องของหลวงตาพระมหาบัว

ประวัติสังเขปและปฏิปทา:

นามเดิม: สวัสดิ์ วุฒิเสน เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2466 ที่จังหวัดอุดรธานี

  • การศึกษาและวิปัสสนา: ท่านมุ่งมั่นในทางวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นพระปฏิบัติที่เคร่งครัด

  • สมณศักดิ์: ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ "พระราชวุฒาจารย์"

  • ตำแหน่งสำคัญ: อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ และอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี (ธรรมยุต)

  • การละสังขาร: ท่านได้ละสังขารอย่างสงบเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 สิริอายุ 91 ปี 72 พรรษา

  • เรื่องราวพิเศษ: ท่านเป็นที่เล่าขานเกี่ยวกับเรื่องราวปฏิปทาเกี่ยวกับการจำอดีตชาติได้ ซึ่งมีการรวบรวมเป็นประวัติและพิมพ์ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านชื่อหนังสือ ท่านเจ้าคุณอุดร จำอดีตชาติได้

เกร็ดความรู้

เพจพระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เผยแพร่ข้อมูลของพระราชวุฒาจารย์ หรือ ท่านเจ้าคุณอุดร แห่งวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ไว้ดังนี

ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่สวัสดิ์ ขันติวิริโย

วันนี้วันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นวันครบรอบ ๑๒ ปี การละสังขาร พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่สวัสดิ์ ขันติวิริโย) วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี พระราชวุฒาจารย์ หรือ หลวงปู่สวัสดิ์ ขันติวิริโย หรือที่รู้จักกันในนาม “ท่านเจ้าคุณอุดร” (พระอุดรคณาจารย์) พระมหาเถระแห่งวัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี "ท่านเจ้าคุณอุดร" ได้รับการยกย่องว่า "เป็นพระมหาเถระที่เป็นรัตตัญญูที่สุดในวัดโพธิสมภรณ์" (ผู้รู้จักวันคืนที่ผ่านมายาวนาน) เพราะองค์ท่านจำวัดอยู่วัดโพธิสมภรณ์ มาตั้งแต่เป็นสามเณร พ.ศ.๒๔๘๕ จนละสังขาร พ.ศ.๒๕๕๗ รวมมากกว่า ๗๒ ปี โดยได้ติดตามพระธรรมเจดีย์ องค์หลวงปู่จูม พันธุโล จนกระทั่งท่านละสังขาร ซึ่งพระธรรมเจดีย์ได้ชื่นชมท่านว่า "เรียบร้อย ขยันทำงาน เรียบง่าย ทำงานดี เป็นพระไม่นิ่งดูดาย การงานรับมอบหมายสำเร็จลุล่วง"

อีกทั้งช่วงที่ท่านศึกษาธรรมอยู่กับท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์นั้น ท่านเจ้าคุณได้พาท่านไปกราบฟังธรรมกับองค์พระบุพพาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จ.อุดรธานี ทำให้ท่านเกิดศรัทธาปสาทะในอรรถธรรมอันลึกซึ้งของพ่อแม่ครูอาจารย์ และเลื่อมใสในข้อวัตร ปฏิปทาของพระกัมมัฏฐานยิ่งนัก นอกจากหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านเจ้าคุณอุดร ยังมีความเคารพศรัทธาในองค์หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และหลวงปู่ขาว อนาลโย อีกด้วย ท่านเจ้าคุณอุดร ท่านยังมีความชำนิชำนาญในด้านช่าง ด้วยเพราะในสมัยก่อนการก่อสร้างนั้น จะไม่ได้จัดจ้าง จะใช้แรงงานพระเสียส่วนใหญ่ ท่านจึงได้สนองงานถวายท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เอง โดยเฉพาะงานด้านปั้นอิฐ และช่างไม้ จึงได้เป็นแม่งาน ในการบูรณปฏิสังขรณ์ให้กับวัดตลอดมา

หลวงปู่มีนามเดิมว่า “สวัสดิ์ วุฒิเสน” ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๔๖๖ บิดาท่านชื่อ ด้วง วุฒิเสน มารดาชื่อ นางใบ วุฒิเสน ท่านบรรพชาเป็นสามาเณร เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๔๘๕ ที่วัดโพธิสมภรณ์ และเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๔๘๖ โดยมี พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์

เกร็ดประวัติ "เจ้าคุณอุดร" ที่เขียนไว้ในหนังสือ "เจ้าคุณอุดร จำอดีตชาติได้" ระบุว่า ท่านเป็นลูกคนที่ ๑๑ ขณะโยมพ่อเป็นนักเลงเหล้า แต่ครั้งมากราบท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ตอนมาเทศนาที่อุดรธานี ทำให้โยมพ่อเลิกเหล้า หันมาสนใจทางธรรมแทน เมื่อเจ้าคุณอุดร เรียนจบประถม ๔ ไม่อยากเรียนต่อ แต่โยมพ่ออยากให้ลูกเรียนหนังสือ จึงยื่นคำขาดให้เลือกจะเรียนต่อ หรือบวชเรียน จึงได้บวชเรียนในที่สุด

สำหรับหนังสือ "เจ้าคุณอุดร จำอดีตชาติได้" บันทึกไว้ว่า เจ้าคุณอุดร ระลึกได้ว่าท่านก็คือ พี่ชายคนที่ ๒ "พวง วุฒิเสน" มาเกิดใหม่ ที่เรียนเก่ง ขยันขันแข็ง เข้ามาเรียนถึง ร.ร.อุดรพิทยานุกูล เมื่อครั้งตั้งอยู่วิทยาลัยเทคนิค โดยพักและเรียนธรรม ที่วัดมัชฌิมาวาส แต่ต้องเสียชีวิตไปเมื่ออายุ ๑๕ ปี แล้วอีก ๑ ปี ก็มาเกิดเป็นท่านเจ้าคุณอุดร ท่านจดจำชีวิตวัยเด็กของพี่ชายได้ทั้งหมด สร้างความแปลกใจให้กับญาติพี่น้อง และบุคคลอื่นหลายคน และที่เห็นประจักษ์คือ สามารถเขียน-อ่านภาษาธรรม ได้ดีเหมือนพี่ชาย

ปี พ.ศ.๒๔๙๕ ท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอเมือง – บ้านผือ (ธรรมยุต)

ปี พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง อ.เมือง จ.อุดรธานี

ปี พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี (ธรรมยุต)

ปี พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด ได้เคยกล่าวยกย่อง“ท่านเจ้าคุณอุดร” ในงานพระราชทานเพลิงสรีระสังขารของหลวงปู่จันทร์โสม กิตติกาโร ณ วัดป่านาสีดา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๐ มีใจความว่า...

"ใครที่ยังไม่เคยเห็นเจ้าคุณอุดร นั่นนั่งอยู่ถัดกับเจ้าคุณฯ (หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป)

นี่ละที่ว่าให้เรา ไม่เคยดุใครนะ ไม่เคยได้ยินดุใครเลย เรียกว่าเลิศทางไม่ดุนะ นี่ละที่ได้ออกมาเป็นต่อหน้าต่อตา วันนั้นมีการประชุม ชำระเรื่องราวเสร็จสรรพ เราเป็นตัวออกโรงพูดง่าย ๆ ว่างั้น ขึ้นเวที ๔๕ นาทีจบ พอจบเราก็เหนื่อยนอนแผ่สองสลึง พระก็นวดเส้นให้

เจ้าคุณนี้นั่งอยู่ข้าง ๆ “ถ้าใครอยากเห็นฤทธิ์เดชอาจารย์ของเรา ให้มาดูเวลาขึ้นเวที เห็นนิสัยของท่าน”

เราก็ใส่ปั๊วะเลย เราทำท่าดุนะ ดุเพื่อจะหยั่งเสียงนิสัยคนใจดีว่างั้นเถอะ เพื่อจะหยั่งเสียงคนใจดีจะเป็นยังไง จะออกลายไหนมา

พอจบลงก็ "นี่มันเน่าเฟะมาแล้ว มาอุ่นกินอะไร มันเสียปากเสียท้องรู้ไหม มันบูดมันเสียไปหมดแล้วนี่น่ะ มาอุ่นกินหาอะไร"

เราขู่นะ ทางนั้นจะออกแง่ไหน ก็แบบเก่านั่นละ

"โอ๊ย อุ่นไม่อุ่น กินวันยังค่ำก็อร่อยตลอดเวลา" พูดเฉยนะ แบบเฉย ท่านก็ไปแบบของท่านเฉย

เราขู่แหย่ลองดูเป็นยังไง นึกว่าจะคึกคักขึ้นต่อสู้กัน

โอ๊ยแล้วเท่านั้น ไม่มี ไม่เคยดุใครละ ดุคนไม่เป็น ท่านเจ้าคุณนี่ ดุคนไม่เป็น

ไอ้เรานี่ไม่ได้ละ ถ้าวันไหนไม่ได้ดุ วันนั้นต้องสะพายยาทันใจติดย่ามไปแก้ปวดศีรษะ ไม่ได้ดุคนมันปวดหัว มันต้องเอายาทันใจกินไป แก้ไปเรื่อย พอระงับ ถ้าได้ดุคนละก็ไม่ต้องกินยาทันใจ นี่ไม่มีใครดุ เป็นอย่างนั้นละ"

#กาลละสังขาร

เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๕๒ ท่านเจ้าคุณอุดร มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคชรา จนอาการท่านทรุดลง และเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์อุดร แพทย์ตรวจพบมะเร็งที่โคนลิ้นระยะสุดท้าย คณะแพทย์วินิจฉัยว่า ท่านจะดำรงขันธ์อยู่ได้ไม่เกิน ๖ เดือน ความทราบถึงองค์พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน องค์หลวงตาได้มอบปัจจัยเป็นจำนวนเงิน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าทำการรักษาพยาบาลท่านเจ้าคุณอุดร หลังจากที่เข้ารับการรักษาอาการอาพาธเป็นเวลานาน ท่านเจ้าคุณอุดร ได้ละสังขารลง เมื่อวันพุธที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๙.๓๗ น. ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น สิริอายุรวม ๙๐ ปี ๕ เดือน ๑๙ วัน ๗๐ พรรษา ( ๒๕๕๗ )

#ท่านเจ้าคุณระลึกอดีตชาติ

เพจพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เขียนเพิ่มเติ่มในหัวข้อนี้ โดยอ้างอิงงานเขียนของหลวงพ่อปิยโสภณ ดังนี้

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ชาติที่แล้วท่านเกิดเป็นลูกคนแรกในตระกูล “วุฒิเสน” ที่บ้านท่าตูม อำเภอเมืองฯ จังหวัดอุดรธานี เรียนหนังสือเก่งมาก พอโตขึ้นได้ขอพ่อแม่เข้ามาเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล มาเป็นเด็กวัดมัชฌิมาวาส แต่พ่อแม่ไม่ยอมเพราะเป็นห่วงลูกมาก จึงตามลูกกลับ แต่ลูกก็ไม่ยอมกลับเพราะอยากเรียนหนังสือ สุดท้ายก็ประทุษร้ายพ่อด้วยการวิ่งเข้าไปใต้ถุนกุฏิพระคว้าไข่ไก่จำนวนนับสิบฟองปาไปที่ใบหน้าของพ่อ ไข่แตกเละเต็มใบหน้า พ่อยอมแพ้และหันหลังเดินกลับบ้าน ปล่อยให้ลูกอยู่เป็นเด็กวัดต่อไป

เมื่อพ่อกลับไปแล้ว ตกตอนเย็นหิวข้าวก็ต้มไข่กิน ปรากฏว่าจุกไข่ตาย ท่านเล่าว่า ด้วยจิตที่อาวรณ์นึกถึงพ่อแม่ สำนึกผิดว่าตนประทุษร้าย ด่าทอท่าน ทำให้จิตท่านไปเกิดเป็นลูกคนสุดท้ายของพ่อแม่คนเดิม เกิดมาแล้วพอจำความได้ ก็จำคน เหตุการณ์สิ่งของในอดีตได้ พร้อมทั้งยืนยันว่า ชาติหน้ามีจริง ตายแล้วเกิดจริงกรรมและการให้ผลของกรรมมีจริง ทำกรรมใดไว้จะต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน เหมือนคนเป็นหนี้ จะต้องหาทางใช้หนี้ยกเว้นแต่จะขออโหสิกรรมหรือปลดหนี้กัน กรรมนั้นก็จะหมดไป

หลวงพ่อเล่าว่า ชาตินี้ท่านเกิดมาเป็นคนสติปัญญาน้อยเพราะชาติที่แล้วชอบดูถูกคนอื่นว่าโง่ ชาตินี้เกิดมายศศักดิ์น้อยเพราะชาติที่แล้วชอบเหยียดหยามคนอื่นที่ด้อยกว่าตน ชาตินี้เกิดมาเป็นโรคมะเร็งที่โคนลิ้น เพราะชาติที่แล้วเคยด่าทอพ่อแม่ให้เสียใจ

เรื่องของท่านเจ้าคุณอุดร ผู้จำอดีตชาติได้นี้ ข้าพเจ้าได้รวบรวมพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงสรีระสังขารของท่าน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ จะสร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ได้ คนปัจจุบันไม่ค่อยเชื่อเรื่องบาปกรรม ภพชาติ เพราะพิสูจน์ไม่ได้

ข้าพเจ้าอยากให้ท่านผู้อ่านลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูรับรองได้ว่า ชีวิตของหลวงพ่อคือบททดสอบของกฎแห่งกรรมจริง

Social Media

email: news.buddhist2569@gmail.com

© 2025. All rights reserved.