เปิดคำเทศน์หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน ปฐมเจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณฯ จ.นครราชสีมา ผู้จำชาติ - ระลึกชาติได้ ตั้งแต่ 5 ขวบ

รายงานพิเศษ Remember Me ตอนที่ 2 ของเว็บไซต์ www.buddhistcompany.org จะพาท่านผู้ชมไปติดตามเรื่องราวของ “หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน” ปฐมเจ้าอาวาส วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นวัดที่อุปถัมภ์โดย “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร” (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) โดยใน พ.ศ.2516 หลวงปู่โชติได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระเทพสุทธาจารย์” วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร และ ต่อมาในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2517 หลวงปู่โชติละสังขารอย่างสงบ ด้วยอายุ 66 ปี 46 พรรษา และได้รับโปรดเกล้าฯพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2518 (Click...อ่านต่อ)

SCOOPS

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย - Siriprapha yenyodwichai

9/22/20261 min read

หลวงปู่โชติเป็นใคร ?

ทำไมจำชาติได้ตั้งแต่เด็ก

เรื่องการจำชาติได้ ระลึกชาติได้ตั้งแต่เด็กของหลวงปู่โชติ ถูกเปิดเผยเมื่อตอนท่านอายุ 40 ปีแล้ว ทั้งที่ท่านจำชาติในอดีตได้ตั้งแต่ 5 ขวบ ซึ่งการเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของท่าน เกิดขึ้นในเหตุการณ์ที่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์”(สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 13 ) ทรงเรียบเรียงหนังสือชื่อว่า ตายเกิด ตายสูญโดยองค์สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 13 ได้มีรับสั่งถามว่า ใครจำชาติได้ ระลึกชาติได้ มีอยู่ที่ไหนบ้าง ให้บันทึกเรื่องราวมาพิมพ์ประกอบเรื่องนี้ด้วย ?

ระหว่างนั้น พระภิกษุโชติ หรือ หลวงปู่โชติ ได้ไปๆมาๆระหว่างวัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนที่จะออกไปเป็นพระสังฆาธิการอยู่จังหวัดสุรินทร์ตามเดิม

เมื่อพระภิกษุโชติทราบความรับสั่งของสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 13 จึงกราบทูลว่า กระหม่อมก็จำได้ แล้วรับสั่งให้เล่าถวาย เสร็จแล้วรับสั่งกำชับว่า ให้เขียนมาถวาย เพื่อพิมพ์ประกอบเรื่องนี้ แต่เนื่องด้วยหลังจากนั้น พระภิกษุโชติได้ย้ายไปเป็นพระสังฆาธิการที่จังหวัดสุรินทร์ ทำให้เขียนมาถวายไม่ทันตีพิมพ์หนังสือดังกล่าว

ต่อมา สุชีโว หรือ นายสุชีพ ปุญญานุภาพ วัดกันมาตุยาราม ได้นำเรื่องการจำชาติได้ของหลวงปู่โชติ ไปตีพิมพ์ในวารสารยุวพุทธิกสมาคม นับตั้งแต่เรื่องการจำชาติได้ ระลึกชาติได้ของหลวงปู่โชติ จึงได้รับการกล่าวขานในสังคมอย่างกว้างขวาง

เรื่องราวการจำชาติได้ ระลึกชาติได้ ของหลวงปู่โชติ เป็นที่สนใจของผู้ใฝ่ธรรมชาวจังหวัดจันทบุรีอย่างมาก ทำให้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2509 หลวงปู่โชติได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรมเรื่อง การระลึกชาติของท่าน ณ "วัดป่าคลองกุ้งอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมีเนื้อหาการเทศนาธรรม ดังนี้

ท่านสาธุชนทั้งหลาย ยุคนี้เวลานี้มีคนสงสัยเรื่อง ปรโลก หรือ ที่เรียกว่า เรื่องชาติหน้ามากมาย ไปที่ไหนก็พบเห็นแต่คนที่สงสัยในเรื่องนี้อยู่มาก

บัดนี้ ข้าพเจ้า พระราชสุทธาจารย์ (สมณศักดิ์ในขณะนั้น) เป็นผู้ได้รับพรสวรรค์อันพิเศษ คือ ระลึกชาติ จำชาติของตนในอดีตชาติได้ชาติหนึ่ง เพราะฉะนั้นโอกาสนี้ ข้าพเจ้าจะนำเรื่องปรโลก เรื่องในอดีตชาตินั้น มาเล่าสู่ท่านฟัง

การที่ท่านจะฟังเรื่องข้สพเจ้าจะเล่าต่อไปนี้ ก็ขอให้ตั้งใจฟังไว้เป็นกลาง คือ อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเสียทีเดียว และ อีกทางหนึ่งก็คือว่า อย่าเพิ่งนึกคัดค้านในเรื่องที่ข้าพเจ้าจะเล่าไป ขอให้ฟังเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาไว้เป็นกลางๆ ก่อนแล้วกัน

อนึ่ง ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเล่าถึงเรื่องชีวประวัติในอดีตนั้น ก็ขอเจริญพรแก้ความสงสัย ให้ความสว่าง ในเรื่องคำติของคนเรา คือ ชาติกำเนิดมานี้เสียก่อน

ความจริงเราทุกคนเกิดมานี้ ไม่ใช่ว่า อยู่ๆก็จะเกิดมาเป็นคนเสียทีเดียวก็หามิได้ ความจริงเราตั้งต้นเกิดเป็นอะไรๆ มาก่อนมากมายแล้ว แม้ในช่ติที่เกิดเป็นคนนี้ คงเคยเป็นคนชั้นต่ำมาก่อนแล้ว ก็ค่อยวิวัฒนาการเกิดเป็นบุคคลผู้มีสติปัญญาขึ้นมาโดยลำดับ

อันชาติกำเนิด ความเกิดของคนเรานี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับ กาลเวลา ซึ่งเป็นสภาพที่ปรากฏให้เรารู้ เราเห็นอยู่ทุกวี่ทุกวัน กาลเวลานั้นก็คือว่า อย่างวันนี้ เป็นวันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2509 เป็นที่เข้าใจกันทั่วๆไป ใครๆก็รับรองอย่างนั้น

นี่ก็เปรียบเหมือนอย่างว่า อัตภาพร่างกายของเราในขณะนี้ เวลานี้ ใครๆก็รู้จักด้วยกัน ผู้ที่เป็นอยู่ด้วยกัน ตัวของเราก็สำคัญมั่นหมายเข้าใจว่าเป็นตัวเราอยู่เวลานี้บัดนี้

คราวนี้ ถ้าจะถามถึงภาคอดีตที่ล่วงมาแล้วคือ วันเมื่อวานนี้ เราทั้งหลายก็รับรองว่ามีจริง เมื่อวานใครๆก็รู้กันว่ามีมาจริง วันก่อนโน้นก็มีจริง อาทิตย์ก่อนโน้นก็มีจริง เดือนก่อนที่แล้วมานั้นก็มีจริง ◌ีที่แล้วมาก็มีจริง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาติของเราที่แล้วมาก็มีจริงเช่นเดียวกัน ฉะนั้น องค์สมเด็จภควันต์จึงตรัสว่า

แต่ละบุคคลนั้นได้ผ่านชาติกำเนิดที่เกิดมาแล้ว นับด้วยสังวัฏกัป วิวัฏกัป ทีเดียว ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดมาชาติเดียว แต่เราอาจจะมัวแต่ไปเสวยทุกข์ หรืออะไรที่ไหนไกลเกินไป นานเกินไป จึงจำชาติกำเนิดของเราที่เกิดมาแล้วไม่ได้ ส่วนข้าพเจ้านั้น พอดีจังหวะ ได้จังหวะพอดี ประกอบกับเหตุปัจจัย หรือ อุปนิสัย บุญกุศลอะไร ช่วยส่งมาได้จังหวะ ได้โอกาสพอดี จึงจำเรื่องราวของตนได้ ตั้งแต่ชาติที่แล้วมา จนกระทั่งบัดนี้ ก็ไม่มีลืมเลย

คราวนี้ ถ้าจะถามในข้างที่เป็นฝ่ายอนาคต คือ ข้างหน้า วันพรุ่งนี้มีไหม? เราทั้งหลายยังไม่ถึงวันพรุ่งนี้ก็จริง แต่ว่าใครปฏิเสธได้บ้าง ว่ามาตกลงไม่มีใครปฏิเสธได้เลย ต้อมยอมรับจำนนว่า วันพรุ่งนี้ต้องมีจริง โดยนิ่งกันทุกคน

วันมะรืนนี้ก็ต้องมีจริง อาทิตย์หน้าก็มีจริง เดือนหน้าก็มีจริง ปีหน้าก็มีจริง และโดยลำดับถอยหลังไปเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งว่า ชาติหน้าเราก็ต้องมีจริง จะไม่มี จะไปไหนเล่า ? ก็อยู่ในจักรราศีเดียวกัน นี่แหละเป็นเครื่องพิสูจน์ เป็นเครื่องเทียบเคียงให้รู้ได้ว่า การที่บุคคลเราได้ชาติกำเนิดมาเป็นมนุษย์บุคคลทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าจะเกิดชาติเดียว เราเคยเกิดมาแล้ว และ ชาติข้างหน้าต่อไปนั้น ตราบใดที่เรายังมีเหตุปัจจัย คือ ตัณหา อุปาทาน สังขาร เจตสิก ที่จะนำไปเกิดแล้ว แน่นอน เราทุกคนจะต้องไปเกิดอย่างนั้นอีก แต่การจะไปเกิดเป็นภพใดชาติใด เป็นชาติอะไร คติภพอันใดนั้น ก็แล้วแต่บุญกรรม หรือ กุศลกรรมที่แต่ละบุคคลกระทำไว้

ส่วนข้าพเจ้านั้น โดยเหตุที่ข้าพเจ้าไม่ได้สร้างกรรมบาปอะไรหนักหนา ก็พอประมาณ เป็นอิสระแก่ตัวเอง เพราะฉะนั้น ในขณะที่ข้าพเจ้าสิ้นใจจากชาติก่อนนั้น ก็ไม่ต้องไปเสวยทุกข์เสวยสุขอะไรที่ไหน เป็นอันว่ามีอิสระแก่ตัวเอง จะไปที่ไหนก็ได้ จะอยู่ที่ไหนก็ได้

คำเทศน์ของปู่โชติ

แสดงถึงการเกิด

ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

เมื่อมาถึงตรงนี้ ทางเว็บไซต์บุดดิส คอมปานี ตั้งข้อสังเกตุสำคัญ โดยมาถึงประโยคหนึ่งในคำเทศนาธรรมของหลวงปู่โชติที่วัดป่าคลองกุ้งว่า

แต่ด้วยเหตุหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่รู้ตัว คือ ไม่รู้ตัวจะไปเกิดเป็นอะไร ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปเกิดเป็นอะไร เข้าใจว่า พอเผลอตัวเท่านั้น ก็เลยกลับไปเกิดเป็นลูกสาวของน้องสาวเสียแล้ว เป็นลูกสุดท้องของน้องสาวเสียแล้ว

ประโยคนี้เป็นไปตาม

ความลึกซึ้งเรื่อง "สติในการเข้าสู่ครรภ์" ในพระสุตตันตปิฎก)

ใน สังคีติสูตร พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย พระพุทธองค์ทรงจำแนกความหยั่งรู้และความมีสติในขณะปฏิสนธิของสัตว์โลก (รวมถึงมนุษย์) ไว้ 4 ระดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่มีบุญบารมีต่างกัน จะมีระดับสติในครรภ์ต่างกันด้วย

1. ไม่รู้สึกตัวเลย: สัตว์บางชนิด (มนุษย์ส่วนใหญ่) ไม่มีสติสัมปชัญญะ ทั้งในขณะก้าวลงสู่ครรภ์มารดา ทั้งในขณะอยู่ในครรภ์ และในขณะคลอดจากครรภ์ (ไม่รู้ตัวเลยว่ามาเกิดได้อย่างไร)

2. รู้เฉพาะตอนเข้าครรภ์: สัตว์บางชนิด มีสติสัมปชัญญะในขณะก้าวลงสู่ครรภ์มารดา (รู้ตัวตอนเกิด) แต่เมื่ออยู่ในครรภ์และตอนคลอดจะหลงลืมและไม่มีสติ

3. รู้ตอนเข้าและตอนอยู่ในครรภ์: สัตว์บางชนิด มีสติสัมปชัญญะทั้งในขณะก้าวลงสู่ครรภ์และในขณะอยู่ในครรภ์ แต่จะหลงลืมไม่มีสติในขณะคลอด (เช่นพระอัครสาวก หรือพระเจตจักรพรรดิ)

4. มีสติสมบูรณ์ทุกขั้นตอน: สัตว์บางชนิด มีสติสัมปชัญญะเต็มเปรียบในทุกขั้นตอน คือ รู้ตัวทั้งตอนก้าวลงสู่ครรภ์ รู้ตัวตลอดเวลาที่อยู่ในครรภ์ และรู้ตัวในขณะที่คลอดออกจากครรภ์มารดา (ระดับนี้มีเฉพาะ พระโพธิสัตว์ในชาติสุดท้าย ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น)

หลวงปู่โชติเล่าถึงอดีตชาติ

เป็นพี่ชายของน้องสาวตนเอง

หลวงปู่โชติเทศนาธรรมที่วัดป่าคลองกุ้งต่อไปในเรื่องราวอดีตชาติของตนเองอย่างหมดเปลือก เพื่อเป็นประโยชน์แก่ศรัทธาสาธุชนอย่างเต็มกำลัง ดังนี้

เมื่อชาติก่อนนั้น ข้าพเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชาย มีนิวาสถานบ้านเรือนอยู่ที่ หมู่ที่11 บ้านกระทม ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งถ้าจะหลับตานึกดูภาพในขณะนี้แล้ว ก็คือว่า ห่างจากจังหวัดสุรินทร์ไปทางทิศใต้ ตามเส้นทางที่จะไปอำเภอปราสาท ผ่านไปยังจังหวัดพิบูลสงคราม ในเขตกัมพูชา ในระยะทางจากตัวเมืองสุรินทร์ไป 15 กิโลเมตร อยู่ทางทิศตะวันตกของถนนใหญ่นั่นแหละ คือ เป็นนิวาสสถานบ้านที่เกิดที่ตายของข้าพเจ้าในสองชาติ ชาตที่แล้วมา กับชาตินี้ก็เกิดอยู่ที่บ้านนี้เอง

ข้าพเจ้ามีบิดาชื่อ นายวา มารดาชื่อ นางมา ตัวข้าพเจ้าเองเขาให้ชื่อว่า นายเล็ง เกิดเมื่อ พ.ศ.2408 และต่อมามีน้องสาวคนหนึ่งชื่อว่า นางเหรียญ ซึ่งระหว่างข้าพเจ้ากับน้องสาวคนนี้รู้สึกว่ามีอัธยาศัยจิตตรงกัน ไม่เคยผิดพ้องหมองใจอะไรกันเลย ชอบพออัธยาศัยกันตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่อ้อนแต่ออก ต่อมาเมื่อข้าพเจ้า นายเล็ง มีอายุ 16 ปี บิดามารดาก็นไปฝากกับหลวงน้า ( หลวงน้าฉิม ) ไว้ที่วัดนาแห้ว ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ทิศตะวันตกของบ้านกระทม ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นั้น 8 กิโลเมตร

ข้าพเจ้าก็ยินดีที่จะไปอยู่วัดกับหลวงน้า ท่านก็รับเป็นอาจารย์เสี้ยมสอนทางหนังสือขอม ทางสวดมนต์สวดพรอะไรตามหน้าที่ของพระที่อบรมสานุศิษย์อย่างใด ก็อบรมให้ข้าพเจ้าอย่างนั้น

ข้าพเจ้าไปเป็นเด็กพอสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านหลวงน้าก็ให้บรรพชาเป็นสามเณร จนกระทั่งอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ก็ให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ในพรรษาแรกที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้น ท่านก็ให้เกรียนกรรมฐานเจริญภาวนาตามที่นิยมกันมาในสำนักนั้น เมื่ออุปสมบทขึ้นพรรษาแรก ก็ต้องเข้าที่สมาธิภาวนาตลอดพรรษา คือ เฉพาะเวลาค่ำคืน ส่วนเวลานอกนั้นก็ไปปฏิบัติกิจวัตรอะไรตามหน้าที่ไป ส่วนเวลาค่ำคืนก็เข้าที่สมาธิภาวนา จนกว่าจะง่วงจะทนไปไม่ได้แล้วเป็นอันว่าหลับในกระต๊อบในกระตูบที่บำเพ็ญภาวนานั้นเอง

เมื่อออกพรรษาแล้วก็ถือว่าจบหลักสูตรเป็นปีๆ แล้วก็มีการฉลอง เมื่อฉลองเสร็จแล้ว บรรดาพระภิกษุใหม่ นวกะ ภิกษุใหม่ด้วยกัน ต่างก็แยกย้ายกันไแปฏิบัติเป็นส่วนตัว สำหรับองค์อื่นๆ จะมีความเคารพกับปฏิปทาคือวิปัสสนากรรมฐานที่ตนได้รับการศึกษามาจากครูบาอาจารย์เพียงใดนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่สนใจกับเขา

แต่โดยเฉพาะตัวข้าพเจ้าเอง รู้สึกว่าปฏิปทาอันนี้เป็นที่จุใจที่เต็มศรัทธาเลื่อมใส เคารพ ปฏิบัติต่อมา จนกระทั่งข้าพเจ้าลาสิกขาออกจากวัดไปแล้ว คือ มีชีวิตอยู่ในวัด ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นเณร และเป็นพระ รวมแล้ว 10 ปี อยู่ในวัด ก็ด้วยบุญวาสนาส่งมาเพียงเท่านั้น ข้าพเจ้าได้ลาสิกขาจากความเป็นภิกษุเล็ง ไปเป็นนายเล็ง ตามธรรมดาฆราวาสวิสัย ซึ่งในขณะที่ข้าพเจ้าลาสิกขาไปเป็นฆราวาสแล้วนั้น นางเหรียญ น้องสาวเขามีครอบครัว มีบุตรไปก่อนแล้วถึง 4 คน ข้าพเจ้าจึงได้ลาสิกขาไปมีครอบครัวตามหลังเขา

ข้าพเจ้าก็มีครอบครัว มีลูกสาว 3 คน เวลานี้ก็ยังมีตัวอยู่ 2 คน คือ คนหัวปี กับคนสุดท้าย คนกลางนั้นเสียชีวิตไปเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2509 ที่แล้วมานี่เอง บ้านเรือนที่ข้าพเจ้าเกิดที่ข้าพเจ้าตายก็ยังปรากฏเป็นพยานอยู่

Remember Me ตอนที่ 3 จะพาท่านผู้อ่านไปพบกับเรื่องราวของหลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน ซึ่งท่านจำได้ว่า ในอดีตชาติท่านป่วยหนัก ระหว่างที่น้องสาวแท้ๆกำลังตั้งครรภ์ และ มีความฝันตรงกันหลายอย่าง ก่อนจะมาเกิดเป็นลูกของน้องสาวตนเอง และเป็นหลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน ปฐมเจ้าอาวาส วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร จังหวัดนครราชสีมา

ขอบคุณที่มาข้อมูล

1.หนังสือ หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโนฺ

หลวงปู่ผู้ระลึกชาติได้

โดย ดร.ปฐม นิคมานนท์ (DMG BOOKS)

2.google AI

##########

Social Media

email: news.buddhist2569@gmail.com

© 2025. All rights reserved.